นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : ลักษณะการกลายพันธุ์ไวรัสโคโรนา 2019

Sun, 2020-03-08 11:19 -- hfocus
Print this pagePrint this page

มีอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งชวนให้เล่าเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา 2019

จริง ๆ แล้วในวารสารทางการแพทย์มีหลายต่อหลายฉบับทำการเสนองานวิจัยเกี่ยวกับพันธุกรรมของไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีชื่อว่า SARS CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค COVID-19

ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยที่วิเคราะห์ถึงสายพันธุ์ของไวรัสนี้ที่ระบาดในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รายละเอียดที่มีนั้นค่อนข้างลึกและอาจยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปที่มิได้อยู่ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ผมจึงลองสรุปมาเล่าให้ฟังแบบย่อ ๆ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากในช่วงไม่กี่วันก่อน

1. ไวรัสนี้มาจากไหน?

ล่าสุดมีงานวิจัยที่เป็นที่โจษจันเกี่ยวกับวิวัฒนาการของไวรัสนี้ ทำโดยทีมนักวิจัยชาวจีน ซึ่งวิเคราะห์สายพันธุกรรมของไวรัสจำนวน 103 ตัวอย่าง พบว่า เดิมที่เคยคิดว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้น่าจะเกิดการผสมข้ามสายพันธุ๋กับไวรัสอื่นที่อยู่ในสัตว์ประเภทตัวลิ่น (Pangolin) นั้น อาจไม่ใช่อย่างที่เคยมีการตั้งสมมติฐานไว้

เนื่องจากลักษณะของสายพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงนั้น หากมีการผสมข้ามสายพันธุ์จากไวรัสจากตัวลิ่มจริงโดยวิเคราะห์ต่อยอดจากสายพันธุกรรมของไวรัส SARS CoV แล้ว เจ้าไวรัส SARS CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค COVID-19 นี้น่าจะเริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 19.8-55.4 ปีก่อน

แล้วตกลงไวรัสนี้น่าจะเกิดมาจากไหน? เค้าคิดว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดจากการกลายพันธุ์ (mutation) ของตัวไวรัส SARS CoV ที่เกิดบ่อยและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงส่วนหนามของไวรัส (spike) ควบคู่ไปกับกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ จนทำให้มีความคล้ายกับไวรัสในตัวลิ่น

2. ไวรัส SARS CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค COVID-19 นี้ ระบาดทั่วโลกแล้วมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

งานวิจัยเดิมของทีมงานจากจีนนี้ ทำการศึกษาแล้วพบว่า แม้ไวรัสนี้จะมีการแบ่งตัวแล้วกลายพันธุ์ไปบ้าง แต่เกิดไม่บ่อยนัก และยังไม่พบการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์ของ SARS CoV-2

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เค้าสามารถแยกได้ว่า ไวรัสนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไวรัสประเภท L และไวรัสประเภท S

ถามว่าทำไมแบ่งเช่นนี้?

เค้าแบ่งเช่นนี้เพราะทำการวิเคราะห์ไวรัสนี้แล้วพบว่า ในสายพันธุกรรมที่ตำแหน่ง 28,144 นั้น จะมีไวรัสส่วนใหญ่ราว 70% ที่มีกรดอมิโนชนิด Leucine ที่ตำแหน่งนี้ ในขณะที่ไวรัสอีก 30% จะมีกรดอมิโนชนิด Serine

ทั้งนี้พอไปสืบค้น เปรียบเทียบกับไวรัสในตระกูลเดียวกัน พบว่า ไวรัสในอดีตมีลักษณะสายพันธุกรรมที่มี Serine ในตำแหน่งดังกล่าว จึงทำให้คณะวิจัยเชื่อว่า ไวรัส SARS CoV-2 ประเภท S นี้น่าจะเป็นประเภทดั้งเดิมหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นบรรพบุรุษ ก่อนที่จะมีการกลายพันธุ์ไปเป็นประเภท L ในระยะเวลาต่อมา

ในพื้นที่เมือง Wuhan ประเทศจีน พบว่าไวรัสประเภท L มีการแพร่ระบาดมากกว่าประเภท S อย่างมาก

ส่วนพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือไปจากเมือง Wuhan แม้จะยังมีการระบาดของประเภท L มากกว่าประเภท S แต่หากคิดเป็นสัดส่วนแล้วดูจะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าที่เห็นในเมือง Wuhan ดังนั้นคณะวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า ดีไม่ดี ไวรัสประเภท L ที่ระบาดในสัดส่วนที่มากในเมือง Wuhan อาจมีความรุนแรงกว่าประเภท S

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าประเภทใดจะรุนแรงกว่ากัน

เรื่องไวรัส SARS CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค COVID-19 นี้ ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่พวกเราควรติดตาม เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และจะช่วยให้เราสามารถคิดค้นวิธีในการควบคุมป้องกันการระบาด รวมถึงพัฒนายาและวัคซีนเพื่อต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ได้

อย่าลืมนะครับ คาถาที่เราควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในช่วงนี้

...กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อย ๆ คอยหลีกเลี่ยงที่แออัด...

...หน้ากากนั้น คนที่ควรใช้คือ คนที่ไม่สบาย หรือต้องดูแลผู้ป่วย อันหมายรวมถึงญาติผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์...

...คนทั่วไป หากจะใช้หน้ากาก ควรดูหน้ากากที่มีคุณภาพ อย่าจับหน้ากากด้านนอกและแตะใบหน้า...

...ตอนนี้หากท่านพอจะมีทรัพยากร ผมอยากขอให้ช่วยกันจัดหาหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ และช่วยนำไปบริจาคให้บุคลากรทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้ตัวของท่านด้วยนะครับ หน้างานจริงเค้าขาดแคลนกันอย่างมากครับ...

ขอบคุณมาก ๆ ครับทุกคน

Be well...Be safe...

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

Tang X et al. On the origin and continuing evolution of SARS-CoV-2. National Science Review. 3 March 2020.

Add new comment