สธ.ขอความร่วมมือเข้มมาตรการล็อกดาวน์ 2 สัปดาห์ เวลาทองกู้วิกฤตโควิด19

Mon, 2021-08-02 16:02 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

สธ. ขอความร่วมมืออีก 2 สัปดาห์ หากประสิทธิภาพการล็อกดาวน์เพิ่มอีก 5% จะช่วยลดการติดเชื้อ ป่วยหนัก เสียชีวิตลงมาในระดับควบคุมได้ ขณะที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า เปิดได้ แต่งดขายปชช.ทั่วไป สั่งผ่านเดลิเวอรีเท่านั้น เพื่อลดการยืนหน้าร้าน เสี่ยงติดเชื้อ ขอทุกคนวางแผนการซื้ออาหารออกสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ส.ค.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ประเด็นผลจากการล็อกดาวน์ ว่า สถานการณ์ทั่วโลกมีการติดเชื้อโควิด 19 สะสม 199 ล้านคน ถือเป็นช่วงขาขึ้นจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ทั่วโลกชะลอการระบาดไป แต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 4-6 แสนรายต่อวัน เสียชีวิตสะสม 4.24 ล้านคน คิดเป็น 2.13%

สำหรับประเทศไทยติดเชื้อใหม่วันนี้ 17,970 ราย รักษาหาย 13,919 ราย อยู่ระหว่างรักษา 208,875 ราย และเสียชีวิต 178 ผู้ป่วยใหม่ยังเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์การติดเชื้อและเสียชีวิตหลังดำเนินการล็อกดาวน์ พบว่าตัวเลขสถานการณ์จริงทั้งการติดเชื้อและเสียชีวิตใกล้เคียงตัวเลขคาดการณ์ประสิทธิภาพการล็อกดาวน์ 20% อย่างไรก็ตาม หากเพิ่มประสิทธิภาพการล็อกดาวน์เป็น 25% ร่วมกับการฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ จะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงค่อนข้างมาก ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพแค่ 5% ก็จะมีผลอย่างมาก ขณะนี้เราจึงต้องร่วมกันควบคุมการติดเชื้อ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันล็อกดาวน์ให้ถึง 25% ทั้งเรื่องของงดการเดินทาง การไปพบปะ การดูแลตนเองที่ต้องทำเข้มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตจะลดลงรวดเร็วเช่นกัน

00 ล็อกดาวน์อีก 2 สัปดาห์ ขอปชช.อยู่บ้านหยุดเชื้อ เพิ่มประสิทธิภาพอีก 5% ลดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC สหรัฐพบว่า โควิดเป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งผู้ป่วย 469 รายพบว่า 74% หรือ 346 ราย ของผู้ติดเชื้อฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเป็นสายพันธุ์เดลตา 90% ดังนั้น การป้องกันตัวเองจึงยังสำคัญ ทั้งสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง เป็นต้น

"ทุกมาตรการที่รัฐบาลออกไปเป็นการขอความร่วมมือ ยังไม่ได้ใช้มาตรการทางกฎหมาย คนไทยต้องแสดงให้เห็นว่าภาวะวิกฤต ความร่วมมือมีค่ามากที่สุดในการลดการติดเชื้อ ขอให้กลับไปนึกถึงตอน เม.ย.ปีที่แล้ว อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อทุกคนไม่ติดโรค ไม่แพร่กระจายโรคต่อไป จึงขออีก 2 สัปดาห์ หลังล็อกดาวน์จาก 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด ถ้าสามารถกดลงมาได้โดยประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์เพิ่มอีก 5% ลักษณะการติดเชื้อ การป่วยหนัก และเสียชีวิตจะลงมาในระดับควบคุมได้ต่อไป ขอให้อยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อเพื่อเราทุกคน" นพ.เกียรติภูมิกล่าว

00 ขยายล็อกดาวน์เริ่ม 3 ส.ค. ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้างดขาย ปชช.ทั่วไป สั่งผ่านเดลิเวอรีเท่านั้น

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การปรับมาตรการให้เข้มข้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโควิด 19 นั้น ศบค.ประกาศเริ่มตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 3 ส.ค. 2564 โดยเพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จาก 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด , พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 37 จังหวัดหรือประมาณครึ่งประเทศ และพื้นที่ควบคุม (สีเหลือง) 11 จังหวัด โดยแต่ละพื้นที่มีการยกระดับมาตรการ คือ พื้นที่สีแดงเข้มขอให้เลี่ยงหรืองดเว้นการเดินทางออกนอกเคหสถาน นอกที่พักโดยไม่จำเป็น และห้ามออกจากเคหสถานเวลา 21.00 - 04.00 น. วันรุ่งขึ้น

หากทำได้พร้อมเพียงกันก็ลดโอกาสแพร่เชื้อในพื้นที่สาธารณะที่มีการพบกันของผู้คน , งดการให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด และตั้งด่านสกัดระหว่างจังหวัด เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อข้ามพื้นที่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือประชาชนด้วย , ห้ามจัดกิจกรรมรวมกันมากกว่า 5 คน เพราะโอกาสแพร่เชื้อโควิด 19 สายพันธุ์เดลตาเร็วขึ้น ติดง่ายขึ้น ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ สายพันธุ์เดลตา 1 คนติดได้ 8 คน จากเดิมติดได้แค่ 3 คน ถือว่าเชื้อไวรัสเก่งขึ้น 3 เท่า

"ต้องเข้มงวดลดโอกาสแพร่เชื้อ คือ ต้องไม่รวมตัวกัน ลดเสี่ยงด้วยการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ ทำอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ ส่วนร้านอาหารห้ามบริโภคที่ร้าน ซื้อกลับบ้านไม่เกิน 20.00 น. และงดจำหน่ายสุราในร้าน ห้างสรรพสินค้าเพิ่มความเข้มข้นโดยร้านอาหารในห้าง งดการจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป แต่ให้สั่งผ่านเดลิเวอรีได้ จะได้ลดจำนวนคนไปรอหน้าร้าน ส่วนร้านยา เวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม โรงเรียน การเล่นกีฬาปิดทั้งหมด" นพ.โสภณกล่าว

00 ล็อกดาวน์เวลาทอง 2 สัปดาห์ ต้องร่วมมือลดเชื้อให้ได้

นพ.โสภณกล่าวว่า สำหรับข้อมูลโมบิลิตี ติดตามการเคลื่อนย้ายรถและการเดินเท้า หลังประกาศลดการเดินทางตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้วพบว่ามีแนวโน้มลดลง แต่ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่าง กทม.และชลบุรี ปีที่แล้ว สามารถลดลงได้ 80 กว่า % ส่วนปีนี้ทำได้เพียง 70กว่า % ต้องขอความร่วมมือเพื่อให้ความเสี่ยงลดลง เชื้อโรคจะไม่มีที่ไปต่อ ถ้าลดการเดินทาง เชื้อโรคก็ลดโอกาสแพร่เชื้อ

เมื่อถามว่าคาดผลลัพธ์การล็อกดาวน์ 29 จังหวัดเป็นอย่างไร นพ.โสภณกล่าวว่า เราใช้เวลาเรื่องการล็อกดาวน์มาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าเพิ่มระยะเวลาจากนี้ต้องร่วมมือกันทำให้การแพร่เชื้อน้อยลงมากที่สุด อยากให้ประชาชนวางแผนให้ดี ออกจากบ้านน้อยที่สุด คนทำงานออฟฟิศหน่วยงานรัฐและเอกชนให้ทำงานที่บ้าน 100% หรือมากที่สุดเท่าที่ทำได้ คนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศวางแผนการเดินทางให้น้อยลงที่สุดเช่นกัน เช่น ไปตลาดสัปดาห์ละหลายครั้ง ก็วางแผนลดการไป เหลือสัปดาห์ละครั้ง โดยวางแผนการซื้ออาหารต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อเจอผู้คนน้อยลง และไม่มีผลกระทบเรื่องการอุปโภคบริโภค กิจกรรมที่ทำทางออนไลน์ได้ เจอผู้คนน้อยลงก็ให้ทำ การอยู่บ้านเพิ่มความเข้มงวดป้องกัน มีผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในบ้าน เราไม่อยากให้เสี่ยงจากคนที่ออกจากบ้าน ผู้ที่ออกจากบ้านจึงต้องป้องกันตนเอง สวมหน้ากากเว้นระยะห่าง กลับมาก็ต้องทำเพราะไม่แน่ใจว่าติดหรือไม่ ตอนนี้เป็นเวลาทองใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าร่วมมือเต็มที่ ถ้ายุติชะลอการแพร่ระบาดได้เราก็จะปลอดภัยกันทั้งสังคม

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม