ผลวิจัยเกาหลี - ฝรั่งเศส ชี้ "กิมจิ" อาจลดความรุนแรงของโควิด อภัยภูเบศร อยู่ระหว่างจัดทำ 100 ตำรับอาหารดองแบบไทย

Mon, 2021-08-23 14:54 -- hfocus infographic
Print this pagePrint this page

อภัยภูเบศร อยู่ระหว่างจัดทำ100 ตำรับอาหารโปรไบโอติกส์ (อาหารดอง) แบบไทย เสริมภูมิคุ้มกันจากไวรัสโควิด-19 หาง่าย ราคาไม่แพง เนื่องจากพบว่า ประเทศเกาหลีได้ศึกษาร่วมกับประเทศฝรั่งเศส ผลวิจัยชี้ “กิมจิ” อาจมีผลช่วยลดรุนแรงขอโรคได้

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ความรู้ผ่านทางเพจ “สมุนไพรอภัยภูเบศร” โดยหยิบยกประเด็นอาหารโปรไบโอติกส์ซึ่งมีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ภายในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น จึงลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดการเกิดพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) หรือภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปได้ การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทดสอบความเป็นพรีไบโอติกส์ของสมุนไพรและตำรับอาหารไทย พบว่า สมุนไพรที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ได้แก่ เม็ดบัว กลอย ขมิ้นขาว ขิงอ่อน ขิงแก่ ข่า หอมแดง ตะไคร้ ลูกยอ กระเจี๊ยบเขียว ส่วนผักบางชนิดหากรับประทานมาก ๆ อาจยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังพบว่า อาหารไทยกว่า 100 ตำรับ มีพรีไบโอติกส์สูง เช่น กระจับผัดพริกเผา ข้าวคลุกกะปิ ขนมผักกาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเมนูที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมากถึงกว่า 20% นอกจากนี้ยังพบว่าการเสริมอาหารประเภทเครื่องเทศ หรือพืชลงหัว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เนื่องจากหาได้ง่าย และมีราคาไม่แพง(100 ตำรับอยู่ระหว่างจัดทำเป็น E-book เผยแพร่)

“การศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่าโปรไบโอติกส์ค่อนข้างโดดเด่นในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและยังเป็นที่ยอมรับกันด้วยว่าโปรไบโอติกส์ สามารถกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มการสร้างสารภูมิต้านทานชนิด IgA ที่ระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการหลั่งไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกหรือเยื่อบุ (mucosal immune response) จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ยังส่งผลต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว (regulatory T cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกาย”

นอกจากนี้ยังพบว่า มีการศึกษาจากต่างประเทศ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สามารถเทียบเคียงได้คือ การวิจัยของประเทศเกาหลีร่วมกับฝรั่งเศส พบว่า “กิมจิ” อาหารพื้นบ้านของเกาหลีที่เรารู้จักกันดีนั้น อาจช่วยลดความรุนแรงในการเกิดโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุว่าในกิมจิมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งผักกาด พริกชี้ฟ้า ขิง และกระเทียม ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้ ออกฤทธิ์ต่อ Nrf2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการอักเสบของร่างกาย ปัจจุบันนักวิจัยเกาหลีกำลังศึกษากลไกให้ละเอียดขึ้นสำหรับบทบาทของกิมจิต่อโรคโควิด-19 โดยก่อนหน้าที่จะมีงานวิจัยชิ้นนี้ได้มีการศึกษาซึ่งเพิ่งได้รับการตีพิมพ์  พบว่าในประเทศที่มีอัตราการตายจากโควิดน้อย ประเทศเหล่านี้ล้วนบริโภคอาหารหมักดอง และเครื่องเทศ ในงานวิจัยนี้ได้ระบุว่า ในอาหารหมักดองแบบดั้งเดิมมักประกอบด้วย แบคทีเรียดี ชนิดแลคโตบาซิลลัส ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ป่วย ชุมชนหรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงสถานพยาบาลในการเลือกใช้อาหารกลุ่มนี้ในการฟื้นฟู และลดความรุนแรงชองผู้ป่วยได้

สำหรับ โปรไบโอติกส์ หมายถึงจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะมีผลเชิงบวกต่อผู้บริโภค เช่น ลดความถี่ในการเกิดภูมิแพ้ เสริมสร้างระบบขับถ่ายที่ดี ช่วยควบคุมน้ำหนัก ผลิตวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกส์พบได้บ่อยจากอาหารที่ผ่านการกระบวนการหมัก การดอง การบ่ม พบได้ในอาหารพื้นเมืองของหลายๆ ประเทศ เช่น ข้าวหมาก ถั่วเน่า ผักเสี้ยนดองของไทย กิมจิของเกาหลี มิโสะ ของญี่ปุ่น เต้าเจี้ยวของจีน นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และเป็นสิ่งที่ประชาชาเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนต่ำ

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม