สธ.เตือนภัย‘โรคปอดบวม’ หากเป็นไข้เกิน3วันไอ-หอบรีบพบแพทย์

Wed, 2013-12-25 08:09 -- hfocus
Print this pagePrint this page

แนวหน้า - นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้อากาศหนาวเย็นประชาชนอาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้นโดยเฉพาะไข้หวัดและปอดบวม ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่อากาศหนาวเย็น จากรายงานของสำนักระบาดวิทยาในปี 2556 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 ธันวาคมพบผู้ป่วยโรคปอดบวมแล้ว 175,221 ราย กลุ่มที่พบว่าป่วยสูงที่สุดคือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน69,731 ราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาพบในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 49,330 ราย โดยมีเสียชีวิต 991 ราย พบในจังหวัดภาคกลางมากที่สุด 648 ราย รองลงมาคือภาคใต้ 241 ราย ภาคเหนือ 102 ราย

โรคปอดบวมที่พบขณะนี้ มักเกิดตามมาหลังจากป่วยเป็นไข้หวัด จากการติดตามสถานการณ์โรคทางเดินหายใจในช่วงหน้าหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ เช่นที่รพ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติร้อยละ 15 และพบโรคปอดบวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จึงขอแนะนำประชาชน หากป่วยเป็นไข้หวัดขอให้นอนพักผ่อนให้มากๆ และอาจกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หากไข้สูงเกิน 3 วัน ไอมากและเจ็บหน้าอก น้ำมูกเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อนๆ เป็นสีเขียว ขอให้สงสัยว่าอาจมีโรคแทรกซ้อนที่ปอดต้องรีบพบแพทย์ ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีหากป่วยเป็นไข้หวัด พ่อ-แม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดให้เด็กดื่มน้ำหรือนมบ่อยๆ นอนให้เพียงพอรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊กเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาและให้กินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ไข้ลดลงและหายป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากยังไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือเด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำกินนมหรือมีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงฮืดหรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆ จะน้อยลง

ในการป้องกันโรคปอดบวมในช่วงฤดูหนาวขอให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ให้กินร้อน ใช้ช้อนกลางและล้างมือบ่อยๆ เพื่อขจัดเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือ ผู้สูงอายุขอให้ใส่เสื้อกันหนาว หรือใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น ส่วนในเด็กเล็ก ขอให้ผู้ปกครองดูแลความอบอุ่น สวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือเสื้อกันหนาว

ที่มา: http://www.naewna.com