หญิงไทย15-49 ปี เลือดจางกว่า 4 ล้านคน เสี่ยงตกเลือด ลูกในครรภ์โตช้า สมองไม่ดี

Sat, 2014-06-14 13:35 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจสุขภาพของหญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วประเทศที่มีกว่า17 ล้านคน มีปัญหาโลหิตจางมากถึง 4 ล้านกว่าคน ส่วนเด็กปฐมวัย แนะหากตั้งครรภ์ขอให้รีบฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยแม่ และป้องกันลูกน้ำหนักตัวน้อย ภูมิต้านทานโรคต่ำ โตช้า พัฒนาการช้า เรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี องค์การอนามัยโลก ประกาศให้เป็นวันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day) โดยในปีนี้มีคำขวัญว่า“บริจาคโลหิต พลิกวิกฤต ช่วยชีวิตแม่และลูก” (Safe Blood for Saving Mothers)เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิตอย่างเพียงพอและปลอดภัย ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะหญิงคลอดบุตร

นายแพทย์ณรงค์กล่าวต่อว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางหากตกเลือดจากการคลอดจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไปโรคโลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ น้อยกว่าปกติส่งผลให้เจ็บป่วยง่าย เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนปกติ และยังมีผลถึงพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กด้วยจากรายงานผลการตรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งล่าสุดในช่วงพ.ศ.2551-2552 โดยสำนักสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบหญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-49 ปีทั่วประเทศที่มี 17 ล้านกว่าคน ประมาณร้อยละ 25 มีภาวะโลหิตจางหรือประมาณ4 ล้านกว่าคน ส่วนผลสำรวจภาวะโภชนาการของเด็กไทย อายุ 6เดือน-12 ปี ในโครงการสำรวจภาวะโภชนาการกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Nutrition Survey : SENUTS) ล่าสุดเมื่อพ.ศ. 2553-2555 พบว่าเด็กปฐมวัยของไทยอายุ6 เดือน – 3 ปี ในเขตชนบทมีภาวะโลหิตจางร้อยละ 42 ส่วนในเขตเมืองพบร้อยละ 26

นายแพทย์ณรงค์กล่าวต่อว่า สาเหตุของโรคโลหิตจางส่วนใหญ่กว่าร้อยละ50 เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง กระทรวงสาธารณสุข ได้แก้ไขปัญหาโดยเน้นหนักให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจาง เช่น จ่ายยาเสริมธาตุเหล็กให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ให้กินวันละ1เม็ดจนถึงหลังคลอดฟรี ขณะนี้ได้บรรจุเข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วมีบริการในสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง ให้เด็กปฐมวัยอายุ 6 เดือนถึง 5 ปีกินยาน้ำเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และและวัยเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่1 เป็นต้นไป ให้กินยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ให้มีการเสริมธาตุเหล็กในซองเครื่องปรุงบะหมี่สำเร็จรูป และส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กมากขึ้น

ทางด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางจะเสี่ยงเกิดการคลอดก่อนกำหนด แท้งบุตร สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป และหากตกเลือดจากการคลอดอาจเสียชีวิตได้ ส่วนในเด็กหากขาดธาตุเหล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 2ขวบซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์สมองเจริญเติบโตมากที่สุด จะมีผลกระทบต่อพัฒนาการของร่างกาย และสติปัญญา ทารกจะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ป่วยบ่อย เติบโตช้า เซื่องซึม เฉื่อยชา อ่อนเพลียง่าย เรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน จึงขอแนะนำให้หญิงที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ขอให้รีบไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อลูกในครรภ์ เนื่องจากจะได้รับการตรวจว่ามีปัญหาโลหิตจางหรือไม่ สามารถแก้ไขและป้องกันไม่ให้มีผลกระทบถึงลูกได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งบุตรซึ่งจะสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ปกติ รวมทั้งยังเสี่ยงตกเลือดหลังคลอดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทั้งนี้ ในการป้องกันโรคโลหิตจาง ขอแนะนำให้ประชาชนรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงที่มีในธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ เลือด เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว และธัญพืช และควรรับประทานผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งจะช่วยให้ธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำชากาแฟพร้อมมื้ออาหาร และไม่ควรดื่มนมพร้อมกับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก เนื่องจากนมจะขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก ทำให้ดูดซึมได้น้อยลง สำหรับโรงเรียนขอแนะนำครูให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กในตอนเช้า และให้รับประทานนมในตอนบ่าย เพื่อไม่ให้แคลเซียมในนมขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย