ประชาชาติธุรกิจสัมภาษณ์ : 'พล.อ.อนันตพร' มือปราบทุจริต คสช.' ผมคิดว่าผมลดการใช้เงินหลวงได้เป็นแสนล้าน'

Sat, 2015-06-06 14:32 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นสพ.ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ “พล.อ.อนันตพร” ประธาน คตร. มีส่วนหนึ่งพูดถึงผลการตรวจสอบ สปสช. ที่ พล.อ.อนันตพร ระบุว่า จากการตรวจสอบไม่ได้เป็นความผิดเรื่องทุจริต แต่ผิดวัตถุประสงค์ ก็ต้องชี้แจงกันมา ซึ่ง คตร.กำหนดให้ สปสช.ชี้แจงภายใน 15 มิ.ย.นี้ และคาดหวังว่า หากประเด็นต่างๆ ได้รับการแก้ไข เงินที่ไม่ควรจะจ่ายเงินในกองทุนหลักประกันก็จะลดลง และทำให้เงินถึงมือ รพ.มากขึ้น 

นสพ.ประชาชาติธุรกิจ : พลันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หลายโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกบรรจุไว้ในบัญชีดำของคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. ที่มี "บิ๊กโย่ง"-พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นหัวเรือใหญ่ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีคนที่ 29 อีกตำแหน่ง ขึ้นลงตึกไทยคู่ฟ้า กับห้องทำงานบนตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล

ในบทบาท "รุ่นน้อง" เตรียมทหารรุ่นที่ 15-"ตัวช่วย" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยควบเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก-ประธานสโมสรฟุตบอลอาร์มี่ยูไนเต็ด ในบทบาท ผู้จัดการทีมทั่วไป

ประกอบกับเส้นทางราชการอยู่ในสายงานตรวจสอบบัญชีในสำนักงานปลัดบัญชีทหารบก จนก้าวขึ้นเป็น "ปลัดบัญชีทหารบก" ในยศ "พลโท" จึงได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น "Special Task Force" เรื่องการตรวจสอบคอร์รัปชั่น

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์

"พล.อ.อนันตพร" เปิดฉากฉายภาพภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมายในห้วงแรกของการบริหารงานของ คสช.ว่า โครงการที่เกินพันล้าน คตร.เข้าไปดูหมด พยายามจะลดราคา โดยใช้วิธีส่ง คตร.ไปดูเวลาประกวดราคา ไปสังเกตการณ์ ไปต่อรองราคา ทำทุกอย่าง เขาก็ลดราคาให้ ก็เหมือนกับเราไปต่อรองราคา ถ้าลดแล้วก็ลดอีก อย่าเอากำไรมาก เอากำไรแค่พอประมาณ บริษัทพออยู่ได้ บริษัทมีกำไรที่เหมาะสม ผู้ถือหุ้นพอใจเท่านั้นเอง ถ้าเกิดสมัยก่อนตั้งเผื่อไว้ก็ลดลงมาเยอะ ๆ

"ตอนนี้ คตร.มีงานใหญ่ ๆ รออยู่อีกมาก คตร.จึงต้องตรวจสอบภายใต้หลักเกณฑ์ 4 ประการ ได้แก่ หนึ่ง มีการร้องเรียน สอง เจ้ากระทรวงให้ไปตรวจ สาม ท่านนายกฯ สั่งการ และสี่ คตร.มีมติ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการร้องเรียน คตร.ก็ต้องตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ คนร้องเรียนมีชื่อ มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อหรือไม่ แล้วเรียกมาคุยจึงจะสามารถไปตรวจได้ เราไม่ได้ตรวจทุกโครงการ ผมตรวจไม่มากหรอก 10-20 เปอร์เซ็นต์เอง แต่ที่ตรวจเยอะๆ คือ งบประมาณปี '57 ซึ่งมีจำนวนเป็นแสนล้านบาท เพราะปี '57 เข้ามาก็รีบตรวจๆ เพราะเงินที่เข้ามาไม่มีรายการ ต้องรีบใช้ อันไหนที่ไม่โปร่งใสก็ต้องชะลอ ต้องหยุด"

ถึงแม้ว่า คตร.จะถือกำเนิดจากอำนาจพิเศษ-อำนาจของ คสช. แต่ พล.อ.อนันตพรก็กังวลว่าในภายภาคหน้าอาจต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลเช่นกัน "ที่สำคัญเมื่อร้องมาก็ต้องมีข้อมูลนะ ไม่งั้นก็จะถูกฟ้องแทน เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรม ตอนนี้ทุกคนใจร้อน งานตอนนี้ตรวจไม่ทัน งานมันเยอะมาก จึงต้องจัดระบบของงาน บางอย่างเราก็ให้กระทรวงตรวจแล้วมารายงาน คตร. ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกเรื่อง ไม่งั้นก็กลายเป็นว่าผู้ตรวจกระทรวงไม่ต้องทำงานสิ ใช่ไหม บางส่วนเราก็ตรวจและส่งไปให้กระทรวงรายงานกลับมา เราพอใจก็จบ ไม่พอใจก็ไปตรวจซ้ำ"

สำหรับโครงการที่ คตร.เป็นทั้งผู้สาด-ผู้ถูกฉายจับแสงสปอตไลต์ใส่ในมือ พล.อ.อนันตพร ขณะนี้มีอยู่ 3 โครงการใหญ่ ได้แก่ การตรวจสอบรายชื่อข้าราชการที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ร่วมกับ ศอ.ตช.ก่อนจะส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์

"พล.อ.อนันตพร" เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำว่า รายชื่อข้าราชการทุจริตลอตที่สอง ถูกดำเนินการคัดกรองของ ศอ.ตช.ก่อนส่งถึงนายกรัฐมนตรี หลังจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และ สตง. ส่งรายชื่อมา ขั้นตอนในการตรวจสอบของ ศอ.ตช. คือ อาศัยเสียงส่วนใหญ่ ถ้ามีเสียงเดียวที่เห็นด้วยและตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ก็เอาออกไป

"เรื่องที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบเนี่ย ไม่ใช่ตั้งประเด็นขึ้นมาให้ดูดีนะ (เน้นเสียง) แต่ทำจริง ให้เกิดผลอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแล้ว เออ...เดี๋ยวก็ออกแล้ว อยู่ไม่นานหรอก เฮ้ย ไม่ใช่ เดี๋ยวก็ต้องส่ง...คือ ทำแล้วส่งชื่อ การพิจารณาว่าจะลงโทษระดับไหนอยู่ที่ผู้พิจารณา อาจจะทีมงานท่านนายกฯ ทีมกฎหมาย ที่ต้องดูข้อกฎหมาย ดูข้อมูล ขั้นตอนมันมี โดยหลังจากนี้รายชื่อจะทยอยเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป"

อีกเรื่องคือการตรวจการใช้จ่ายเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ซึ่ง คตร.มีการพิจารณาตรวจสอบการทำงานของ สปสช. โดยแต่ละประเด็น สปสช.ต้องชี้แจงและเสนอกลับ คตร.ภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

"พล.อ.อนันตพร" ขยายความในประเด็นที่ตรวจสอบว่า คตร.มีประเด็นที่ไปตรวจมา คือ สปสช. บทบาทให้อำนาจคณะกรรมการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ความรวดเร็วในการทำงาน เพื่อให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางครั้งคณะกรรมการอาจจะใช้อำนาจเกินวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้การบริการสาธารณสุขประชาชน...ที่ตั้งการบริการไว้ที่หัวละ 2,895 บาท ซึ่งกว่าจะไปถึงประชาชนอาจจะมีค่าบุคลากร ค่าดำเนินการโน่น นี่ ทำให้ประชาชนได้บริการที่แท้จริงไม่ถึงค่าบริการต่อหัวที่ตั้งไว้

"เราจึงพยายามให้ใช้เงินในเรื่องอื่นให้น้อยและเงินถึงประชาชนให้มาก เพราะถ้าถึงประชาชนน้อยจะเกิดอะไรขึ้น โรงพยาบาลที่รักษาพยาบาลก็ได้เงินน้อย พอเงินถึงโรงพยาบาลน้อย จากที่โรงพยาบาลคาดหวังว่าจะได้ค่าบริการสัก 2,800 บาท โรงพยาบาลก็ขาดทุน พอขาดทุนเขาก็ไม่อยากรักษา ก็อาจจะปฏิเสธ หรือรักษาด้วยยาไม่มีคุณภาพ เพราะธุรกิจเขาก็แย่เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญหา แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาของการตรวจสอบนะ เป็นปัญหาของเชิงระบบ"

"พล.อ.อนันตพร" คาดหวังว่า หากประเด็นต่างๆ ได้รับการแก้ไข เงินที่ไม่ควรจะจ่ายเงินในกองทุนหลักประกันก็จะลดลง ซึ่งประเด็นการตรวจสอบไม่ได้ระบุตัวบุคคล ตรวจสอบแต่เชิงระบบ ระบุแต่ประเด็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ว่ามีการอนุมัติรายการถูกต้องไหม ถ้าผิดก็ต้องลงโทษ เรียกเงินคืน ซึ่งจากการตรวจสอบไม่ได้เป็นความผิดเรื่องทุจริต แต่ผิดวัตถุประสงค์ ก็ต้องชี้แจงกันมา

และเรื่องสีเทาในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค.ที่ คตร.สรุปส่งไปตรวจสอบต่อและแจ้งความฟ้องร้องไปตามขั้นตอนกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว

"ทีนี้ต่อไปจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการ เสนอแนะ คือ เมื่อเราตรวจเสร็จเราก็จะเสนอแนะมาตรการระยะกลาง ระยะยาว จะทำอย่างไร ก็คล้ายๆ กันกับการตรวจสอบโครงการอื่นๆ เช่น ให้อำนาจมากเกินไปไหม ให้อำนาจมากไปก็ลดหน่อย หรือคณะกรรมการบางคนอยู่มานานเกินไปควรจะลดบ้างไหม เราก็เสนอไป แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง"

"ต้องทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ก็เหมือนกับระบบใหม่ คือ วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Bidding (อีบิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Market (อีมาร์เก็ต) ถ้าเกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมเราก็ไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบหรอก ทุกคนก็ลดเอง"

"เพราะฉะนั้นขณะนี้ คตร.พยายามหาเครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยในการป้องกันการทุจริตในระยะยาว คือ ถ้าผมมองว่าผมเป็นเพียงคตร. ผมก็เพียงแค่ตรวจ ๆ ๆ แล้วถ้าผมไม่ตรวจก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นต้องสร้างระบบขึ้นมา พอตรวจไปๆ ก็ต้องคิดว่าระบบอะไรมันเหมาะ เราก็เสนอเข้าไป หรือใครคนอื่นเขาเสนอมาเราก็ เออ เห็นด้วยนะ ระยะยาวมันก็จะดีขึ้น ไม่งั้นมันก็เป็นอย่างนื้ ต้องมานั่งตรวจ ๆ ๆ ถ้าทำให้เลิกตรวจได้จะดี หรือตรวจเฉพาะเหลือขอจริงๆ ดีกว่า ถ้าตรวจทุกโครงการไม่ไหวหรอก"

"พล.อ.อนันตพร" ออกตัวว่าการทำงานของ คตร.ไม่ได้ไปไล่ล่า-จับผิดใคร เพราะเมื่อ คตร.เข้าไปตรวจสอบและเจอปัญหาอะไรจะเสนอมาตรการแก้ปัญหาไปด้วย ไม่ใช่ตรวจ ๆๆ ลงโทษ ตรวจ ๆๆ ลงโทษ มันไม่มีประโยชน์อะไร อีกหน่อยก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น อย่างนี้ คตร.ก็ตั้งถาวร ไม่ต้องไปไหนเลย

"การตรวจสอบของ คตร.เป็นการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ ผมทำงานในเชิงให้มาชี้แจงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ให้เขาปรับลดราคาลง ให้เขาแก้ไข หลายๆ อย่างเขาแก้ได้เยอะ ผมคิดว่าผมลดการใช้เงินงบประมาณได้เป็นแสนล้าน ถ้าเขาไม่แก้ไข แล้วเราเข้าไปตรวจสอบพบ ก็ต้องรายงานอธิบดีหรือเจ้ากระทรวงให้ลงโทษ"

ถึงแม้ว่า พล.อ.อนันตพรจะถูกแสง สปอตไลต์ฉายจับ ในฐานะที่สวมหัวโขนทำงานให้หัวหน้า คสช. ซึ่งมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร-ตุลาการ-นิติบัญญัติ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้

แต่เขากลับใช้ชีวิตแบบลับ ๆ ทำตัวแบบโลว์โปรไฟล์ อยู่ในเซฟเฮาส์ ทำงานใหญ่ ข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 - 10 มิ.ย. 2558