ออกประกาศแนะ 5 กลุ่มเสี่ยงผู้ไม่ควรดื่มเหล้าเด็ดขาด

Wed, 2017-03-15 14:26 -- hfocus
Print this pagePrint this page

19 องค์กรด้านสาธารณสุข ห่วงกลุ่มคนที่ไม่ควรดื่มสุรา พร้อมร่วมกันจัดทำประกาศแนะ 5 กลุ่มเสี่ยง ผู้ไม่ควรดื่มโดยสิ้นเชิง หวังเปลี่ยนมุมมอง สร้างความตระหนัก สุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก่อปัญหารุนแรงต่อสังคม เผยน้ำเมาคร่าชีวิตคนทั่วโลกปีละ 3.3 ล้านราย ก่อโรคร้าย 200 ชนิด

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กทม.ในเวทีเสวนา “ข้อแนะนำสำหรับผู้ไม่ควรดื่มสุรา ใครไม่ควรดื่ม” จัดโดย 19 องค์กรด้านสุขภาพ อาทิ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธาณสุข ราชวิทยาลัยแพทย์สาขาต่างๆ สมาคมองค์กรวิชาชีพ และแพทยสมาคม   

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ กรรมการกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่1 สสส. กล่าวว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้มีงานวิชาการใหม่ๆ ออกมาแสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสร้างปัญหาให้สังคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยปีละ 3.3 ล้านคนทั่วโลก และทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ และการบาดเจ็บมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงโรคมะเร็งร้ายในอวัยวะต่างๆ และเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตผู้ดื่มและเหยื่อผู้บริสุทธิ์ เกิดปัญหาสังคม เช่น ความรุนแรงในครอบครัว คดีอาชญากรรม ที่วงวิชาการทั่วโลกบัญญัติศัพท์ว่า “ภัยเหล้าต่อผู้อื่น” เนื่องจากผู้ไม่ดื่มต้องมารับผลพวงจากการดื่มของคนอื่น 

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขไทย ร่วมกับ สสส. ศวส. ราชวิทยาลัยแพทย์สาขาต่างๆ สมาคมองค์กรวิชาชีพ และแพทยสมาคม จัดทำคำแนะนำเพื่อเตือน 5 กลุ่มคนที่ไม่ควรดื่มเด็ดขาดคือกลุ่ม 

1.เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี  

2.หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร 

3.ผู้มีอาชีพขับรถและทำงานกับเครื่องจักรกล  

4.ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด สมอง โรคทางจิตฯลฯ  

และ 5.กลุ่มสุดท้ายคือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ดื่มอยู่แล้ว ควรงดดื่มต่อไปและไม่ควรริเริ่มดื่ม เพราะองค์การอนามัยโลก ไม่รับรองว่า ดื่มน้อยขนาดใดที่จะปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของกว่า 200 โรค และอย่าเชื่อข้อมูลผิดๆทางสังคมออนไลน์ว่า แอลกอฮอล์ดีต่อสุขภาพ 

ทั้งนี้วงการสุขภาพจะได้เผยแพร่ประกาศเตือนทุกคนให้ตระหนักถึงอันตราย หน่วยงานรัฐ ต้องเข้ามาช่วยควบคุมส่วนที่ยังเป็นปัญหา ท้องถิ่นและทุกชุมชนต้องร่วมมือเปลี่ยนค่านิยมจากที่เห็นว่าการดื่มเป็นเรื่องปกติ มาเป็นการดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อปัญหาต่อสังคมไทย    

.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา(ศวส.) และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า สมองเด็กและเยาวชนยังเจริญเติบโตมีการพัฒนาได้จนอายุ 25 – 30 ปี การปกป้องสมองให้ได้รับอันตรายน้อยที่สุดจากสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้สมองได้พัฒนาตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ แต่การดื่มทำให้การตัดสินใจต่างๆ แย่ลง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ก่อให้เกิดปัญหา ทั้งขาดเรียน ทะเลาะวิวาท ขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน บังคับหรือถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ การฆ่าตัวตาย และการใช้สารเสพติด และการดื่มของเด็กและเยาวชนตั้งแต่อายุน้อยยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดแอลกอฮอล์ การบาดเจ็บ และการตายก่อนวัยอันควร

“ที่น่าห่วงคือหญิงตั้งครรภ์ หากดื่มจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสติปัญญาและพฤติกรรมทารก เช่น การคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร และทารกตายกะทันหัน ที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ Fetal alcohol spectrum disorders (FASD) เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำลายสมองของทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาได้อย่างถาวร ทำให้สมองพัฒนาผิดปกติ ทารกที่เป็นโรคนี้จะมีใบหน้าที่มีรูปร่างผิดปกติ การเจริญเติบโตบกพร่องทั้งในช่วงก่อนคลอดและหลังคลอด มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดความพิการหรือความบกพร่องในการทำหน้าที่ต่างๆ และทารกที่รับนมจากมารดาจะมีโอกาสได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย ทำให้มีปัญหาในการนอนหลับและพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็กต่อไปในอนาคต เช่น ออกจากโรงเรียนกลางคัน การใช้สารเสพติด พฤติกรรมเกเร ก่ออาชญากรรม มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร” ศ.พญ.สาวิตรี กล่าว

ด้าน ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล นายกแพทยสมาคม กล่าวว่า หลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะขึ้นสูงสุดภายในเฉลี่ยประมาณ 45 นาที และจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมงจึงจะกำจัดออกหมดจากร่างกาย ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ความเข้มข้นประมาณ 50-99 mg% จะทำให้ความคิดและการตัดสินใจเสียหาย ส่งผลต่อระบบประสาท การนึกคิด การตัดสินใจ การประสานประสาทและกล้ามเนื้อ เสียสมาธิ ทำให้ควบคุมยานพาหนะหรือเครื่องจักรเครื่องยนต์ไม่ได้ จึงเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ เสียชีวิตต่อตัวเองและผู้อื่น

ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 50 mg% ในผู้ขับขี่ยานพาหนะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายนอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังเป็นพิษต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย การดื่มปริมาณมากต่อครั้งหรือการดื่มหนักเพิ่มความเสี่ยงทั้งร่างกายและจิตใจ โรคภัยต่างๆ เช่น ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือด ภาวะเมแทบอลิกซินโดรม การเคลื่อนไหวและการดูดซึมสารอาหารและวิตามินบางชนิดผิดปกติ ไขมันสะสมในเนื้อตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย หรือเกิดมะเร็งตับ หลอดเลือดสมองตีบ เลือดออกในเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง มะเร็งในระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น ช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ไส้ตรง ตับ ตับอ่อน เต้านม และต่อมลูกหมาก

“ผู้ที่ติดเหล้ายังเพิ่มความเสี่ยงฆ่าตัวตาย โรคติดสารเสพติดชนิดอื่นๆ โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ ทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคสมอง โรคไต โรคตับ เจ็บป่วยหนักขึ้น หากดื่มสุราร่วมกับใช้ยารักษาโรคบางชนิดที่มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เกิดการเสริมฤทธิ์กดประสาท ทำให้วิงเวียนศีรษะ เสี่ยงได้รับยาเกินขนาด รวมถึงเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างยาที่ใช้กับแอลกอฮอล์  เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแก้ไอ ยารักษาโรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลมชัก โรคข้อ โรคทางจิตเวช โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคต่อมลูกหมากโต โรคกระเพาะอาหาร โรคติดเชื้อ อาการปวด และอาการนอนไม่หลับ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องจัดทำคำเตือนเพื่อแนะนำผู้ที่ไม่ควรดื่มสุราอย่างเด็ดขาด” ศ.นพ.สารเนตร์ กล่าว