นโยบายใช้ยาสมเหตุผล ช่วยลดใช้ยาปฏิชีวนะได้ 10% ในโรคท้องร่วง-ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน

Sun, 2017-12-03 11:56 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สปสช.ร่วม “ขับเคลื่อนแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา” เผย หลังรุกนโยบายส่งเสริมใช้ยาสมเหตุผล พบอัตราใช้ยาปฏิชีวนะลดลงราวร้อยละ 10 ทั้งกลุ่มผู้ป่วยท้องร่วงเฉียบพลัน ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน พร้อมเดินหน้าเน้นสร้างความเข้าใจผู้เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มประสิทธิผล ระบุมูลค่ายาปฏิชีวนะระบบบัตรทองราว 700 ล้านบาท หากลดอัตราการใช้เหลือร้อยละ 20 ช่วยประหยัดค่ายาได้กว่า 400 ล้านบาท

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ว่าด้วยการขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย (A Call to Action Declaration on Antimicrobial Resistance, Thailand) ตามพันธกิจ “ประเทศไทยปักหมุด...หยุดเชื้อดื้อยา” เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ที่ผ่านมา สปสช.ได้มุ่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาล คลินิก และร้านยา โดยมีนโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ในการสร้างแรงจูงใจด้วยกลไกทางการเงินเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริการ ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในการติดตามและประเมินผลการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล สำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สปสช. ได้ร่วมกับ ศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางสุขภาพและโอสถกรรมานุบาล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อศึกษา “ประสิทธิผลของนโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่อาศัยการจ่ายเงินตามเกณฑ์คุณภาพของผลงานบริการ” ต่อพฤติกรรมการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเปรียบเทียบการสั่งใช้ยาปฏิชีวินะใน 2 กลุ่มโรคเป้าหมาย คือกลุ่มโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน และกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน ในช่วงก่อนและหลังใช้นโยบายนี้ ในปีงบประมาณ 2555 และ 2557 ด้วยการวิเคราะห์ย้อนหลังโดยใช้ฐานข้อมูลใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ของ สปสช. เฉพาะข้อมูลผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาล 12 เขตบริการสุขภาพ จำนวน 912 แห่งทั่วประเทศ

ผลการศึกษาพบว่า การสั่งใช้ยาปฏิชีวนะภาพรวมในกลุ่มโรคอุจจาระเฉียบพลันลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 48.57 เป็นร้อยละ 38.56 ของผู้ป่วยกลุ่มโรคอุจจาระเฉียบพลัน หรือลดลง ร้อยละ 10.01 หลังการดำเนินนโยบาย โดยในเขตบริการสุขภาพที่ 8 อุดรธานี มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด คือจากร้อยละ 49.72 เป็น 33.71 ขณะที่ รพ.สังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด คือ จากร้อยละ 47.16 เป็นร้อยละ 24.15

กลุ่มโรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน การสั่งใช้ยาปฏิชีวินะในภาพรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน จากร้อยละ 53.63 เป็นร้อยละ 44.82 ของผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือลดลงร้อยละ 8.81 หลังการดำเนินนโยบาย โดยเขตบริการสุขภาพที่ 8 อุดรธานี มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด จากร้อยละ 56.16 เป็นร้อยละ 39.14 รพ.สังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคนี้ลดลงมากที่สุด จากร้อยละ 58.89 เป็นร้อยละ 47.24

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่านโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฎิชีวนะอย่างสมเหตุผลที่ สปสช.เข้าร่วมดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งในผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม การสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะที่ร้อยละ 50 ของจำนวนผู้ป่วย มูลค่ายาที่ใช้อยู่ที่ 690 ล้านบาท/ปี หากลดอัตราการใช้ยาเหลือร้อยละ 40 จะช่วยลดค่ายาปฏิชีวนะได้ 138 ล้านบาท/ปี หากลดลงเหลือร้อยละ 30 จะลดค่าใช้จ่ายได้ 276 ล้านบาท/ปี และหากสามารถลดเหลือเพียงร้อยละ 20 จะลดค่ายาปฏิชีวนะได้ถึง 414 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายทางอ้อม อาทิ ค่าใช้จ่ายจากการนอนโรงพยาบาลนานขึ้นที่มีสาเหตุจากเชื้อดื้อยา อาการไม่พึงประสงค์ หรือการแพ้ยา เป็นต้น

“เชื้อดื้อยานับเป็นปัญหาที่ไม่เพียเพียงแต่สร้างความสูญเสียอย่างมากในระบบสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมวงกว้าง ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น องค์การอนามัยโลกและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ โดยปัญหาเชื้อดื้อยาครึ่งหนึ่งเกิดจากการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย สปสช.ในฐานะหน่วยงานบริหารงบประมาณด้านค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขได้ดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายแห่งชาติด้านยา และร่วมแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่การลดความสูญเสียด้านต่างๆ ที่มีสาเหตุจากเชื้อดื้อยาในอนาคต” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

Add new comment