โฆษก สธ.เผยการขอเปลี่ยนค่าจ้างจากเงินบำรุงเป็นงบประมาณอยู่นอกเหนืออำนาจ สธ. | Hfocus.org 


โฆษก สธ.เผยการขอเปลี่ยนค่าจ้างจากเงินบำรุงเป็นงบประมาณอยู่นอกเหนืออำนาจ สธ.

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เผยเปลี่ยนค่าจ้างจากเงินบำรุงเป็นงบประมาณ อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมกันจากทุกฝ่าย ดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในเวลากำหนด

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวแทนลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างเหมา พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และสมาพันธ์สมาคมลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย ได้มายื่นข้อเสนอให้ดำเนินการ ใน 3 ประเด็น คือให้ปรับการจ้างด้วยเงินงบประมาณแทนเงินบำรุง ปรับปรุงด้านสวัสดิการและความก้าวหน้า และขอให้ตั้งคณะกรรมการกลางดำเนินการ ให้ได้ข้อสรุปภายในเวลาที่กำหนด

นพ.โอภาส กล่าวว่า นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการแก้ไขมาโดยตลอด โดยมอบหมายให้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขดูแล ซึ่งได้มีการประชุมปรึกษาหารือกับตัวแทนลูกจ้างกลุ่มนี้ใน 12 เขตมาอย่างต่อเนื่อง ในหลายข้อเรียกร้องได้รับการแก้ไข อาทิ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจไม่ตรงกัน บางแห่งอาจเกิดจากวิธีสื่อสารไม่ตรงกันจึงทำให้วิธีปฏิบัติต่างกัน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็จะทำการแก้ไขในส่วนที่มีปัญหาเป็นจุดๆ ซึ่งในกรอบหลักใหญ่ได้มีการแก้ไขปัญหากันไปแล้ว ส่วนเรื่องขอให้มีคณะกรรมการทำงานร่วมกัน ได้มีประชุมคณะทำงานที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ ขอให้ตัวแทนเข้าใจและมาร่วมปรึกษาหารือกัน

สำหรับเรื่องการจ้างเงินเดือนให้เข้าสู่ระบบงบประมาณนั้น ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องเช่นกัน ขณะนี้หน่วยงานรัฐไม่มีการจ้างลูกจ้างด้วยเงินงบประมาณ ยกเว้นในสถานทูตต่างประเทศ สถาบันอุดมศึกษา หรือหน่วยงานที่ขอทำความตกลงกับ กพ. และกระทรวงการคลัง ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมีบุคลากรที่ดูแลพี่น้องประชาชนเกือบ 400,000 คนทั่วประเทศ วิชาชีพก็หลากหลายมากกว่า 68 สาขา ใช้เงินบำรุงจ้างงานทั่วประเทศปีละหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งการจ้างงานแต่ละสาขาก็จะมีข้อพิจารณาแตกต่างกัน อาจจะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจตรงกัน ซึ่งได้เชิญตัวแทนหรือกลุ่มต่างๆ มาปรึกษาหารือกัน โดยหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้ คือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือ ก.พ. กับสำนักงบประมาณ เป็นต้น และอยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงสาธารณสุขที่จะดำเนินการได้เอง

“การปรับค่าจ้างเงินเดือนที่เป็นเงินบำรุงไปสู่เงินงบประมาณนั้น เนื่องจากผู้มาเรียกร้องมีความห่วงใยว่า เงินบำรุงของโรงพยาบาลจะไม่เพียงพอในการจ้าง อาจมีผลกระทบด้านความมั่นคงในอาชีพ แต่การจ้างงานเช่นนี้ ก็เหมือนกับกระทรวงอื่นๆ และถ้าเป็นเงินบำรุงหมดจะทำอย่างไร นอกจากกระทบเงินเดือนของเขาแล้วจะส่งผลกระทบต่อการจัดบริการประชาชนหรือไม่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขตระหนัก และได้แก้ไขระเบียบเงินบำรุง เช่น ผู้บริจาคให้โรงพยาบาลได้ลดหย่อนภาษี การนำเงินบำรุงมาจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทางกลุ่มผู้เรียกร้องสบายใจ ได้ประสานงานกับรัฐบาลให้มีผู้แทนรับเรื่องไว้” นพ.โอภาสกล่าว

ส่วนเรื่องค่าจ้างที่มีบางแห่งจ้างต่ำกว่าค่าแรงขึ้นต่ำของประเทศและต่ำกว่าแรงงานต่างด้าวนั้น ระเบียบนั้นเป็นกฎหมายของกระทรวงแรงงานฯ ส่วนนี้เป็นการจ้างงานของภาครัฐ แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ทำการปรับค่าแรงเป็นระยะ ๆ แต่หากโรงพยาบาลใดยังไม่ได้ดำเนินการ สามารถแจ้งมาได้เพื่อจะได้ไปตรวจสอบและจัดการให้ถูกต้องตามระเบียบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ม๊อบลูกจ้างปักหลักทำเนียบร้องปรับระบบจ่ายค่าจ้างจากเงินบำรุง รพ.เป็นงบประมาณแผ่นดิน

สธ.สั่งทุก รพ. 'ลูกจ้างทุกคนต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำ'

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

ผมรู้สึกสารสารและเห็นใจกระทรวงสาธารณสุขจริง ๆ ที่ต้องมาเป็นหนังหน้าไฟแก้ปัญหาการบริหารงานบุคลประเภทต่าง ๆ ไม่รู้จบรู้สิ้น..... โดยที่กระทรวงสาธารณสุขเองแทบไม่มีสิทธิไม่มีอำนาจใด ๆ ในการบริหารเรื่องสำคัญ ๆ ใด ๆ เลย....มีแต่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตความเจ็บป่วยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่และต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเกือบทุกคน..... ภาระงานล้นมือ ล้นเตียง ล้นตึก ล้นโรงพยาบาล...... แต่การบริหารงบประมาณทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในอำนาจมือตระกูล ส. และ สปสช. แม้แต่เงินเดือนข้าราชการ สธ.เองก็ถูก สปสช.นำไปคิดรวมค่าหัวฯ.....การบริหารงานบุคคลในส่วนการอนุมัติอัตรากำลังของข้าราชการก็อยู่ในอำนาจในมือของ กพ. ของลูกจ้างประเภทต่าง ๆ ก็อยู่ในมือของกระทรวงการคลัง...แล้วยังมีอะไรให้บริหารจัดการได้อีก...เปรียบเทียกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รับผิดชอบชีวิตความปลอดภัยของประชาชนคล้าย ๆ กัน ก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องของอำนาจในการบริหารจัดการได้ชัดเจน....หรือจะเปรียบเทียบกับหน่วยงานเล็ก ๆ เช่น อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ที่เขามีอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณ อำนาจในการบริหารจัดการอัตรากำลังคนของเขาเอง ก็จะยิ่งเห็นถึงความแตกต่างมากยิ่งขึ้น...ทุกวันนี้ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่คล้าย ๆ กับพนักงานธุการระดับสูง มีหน้าที่แค่ผ่านเรื่องไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอำนาจอนุมัติ ทั้งเรื่องคนและเรื่องเงิน...ยอมรับสภาพเถอะครับ สธ. ยอมให้เขากระจายอำนาจตัดโอนโรงพยาบาลในสังกัดไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาบริหารจัดการแทน สธ. เช่น โอนโรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลอำเภอไปให้ อบจ.หรือเทศบาลเมือง โอนสถานีอนามัย(รพ.สต.)ไปให้ เทศบาลตำบลหรือ อบต. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ซึ่งมีความคล่องตัวกว่าบริหารจัดการแทน สธ. ....ปัญหาความวุ่นวายทั้งเรื่องบริหารเงินและการบริหารคนในกระทรวงสาธารณสุขจะได้จบสิ้นกันเสียที.

ความคิดเห็นล่าสุด

ขอแก้ไขมาตรา ๗
1 สัปดาห์ 5 วัน ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ขอแก้ไขมาตรา ๗
1 สัปดาห์ 5 วัน ago
กลับด้านบน