เปิด 7 ภารกิจ ‘กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ’ ปี 62 ปกป้องสิทธิบัตรทองเป็นของคนไทยถ้วนหน้า

Sat, 2018-10-27 11:42 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ยืนยัน ผลลัพธ์สูงสุดของการบูรณาการการทำงานคือทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพอย่างถ้วนหน้า พร้อมเปิด 7 ภารกิจสำคัญ ผลักดันกองทุนคนไทยไร้สิทธ์-คัดค้าน Super Board-แผนปฏิรูปด้านสาธารณสุข

นางมีนา ดวงราษี กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

นางมีนา ดวงราษี กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวในเวทีอภิปรายหัวข้อ “ผลิตผลความร่วมมือในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับพื้นที่” ภายใต้งานประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้มีประชาชนหลายกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายองค์กรประชาชน 9 ด้าน เครือข่ายมิตรภาพบำบัด เครือข่ายสื่อประชาชน เครือข่ายผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูงและโรคเรื้อรัง เครือข่ายศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระตาม มาตรา 50(5) รวมถึงเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด โดยแต่ละเครือข่ายมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ทั้งตั้งขึ้นมาก่อนมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ระหว่างจัดทำกฎหมาย และเกิดหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว

นางมีนา กล่าวว่า ผลลัพธ์สูงสุดของการบูรณาการการทำงานเพื่อก้าวไปด้วยกันก็คือทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งแต่ละเขตก็จะมีการเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยยุทธศาสตร์ของภาคประชาชนในการทำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีด้วยกัน 4 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ ร่วมกันตรวจสอบคุณภาพ ร่วมกันพัฒนาคุณภาพบริการ ร่วมกันจัดบริการโดยชุมชน และร่วมกันกำหนดนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาอคติซึ่งเปรียบได้กับกำแพงที่ขวางกั้นการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นมุมมองที่เจ้าหน้าที่มองว่าประชาชนมักอ้างว่าระบบเป็นเงินภาษีทั้งหมด ประชาชนรู้แต่สิทธิแต่ไม่เคยรู้หน้าที่ ประชาชนคิดแต่จะรักษาโดยไม่เคยดูแลสุขภาพ หรือประชาชนอยากมีส่วนร่วมในทุกๆ เรื่องเกินความจำเป็น ส่วนตัวคิดว่าอยากจะมีพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกันเปรียบได้กับสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างกัน เช่น การมองเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน ใช้หลักใจเขาใจเรา และการสื่อสารทางบวก

นางมีนา กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพมีด้วยกัน 3 ข้อใหญ่ๆ ได้แก่ 1. เพื่อให้ประชาชนเข้าใจหลักการ เข้าใจหัวใจสำคัญ และการเข้าถึงการใช้สิทธิ์ในระบบหลักประกันสุขภาพ 2. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้าง ปกป้อง ดูแล รักษาระบบสุขภาพที่เป็นธรรมเท่าเทียมและยั่งยืน 3. เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและรู้สึกเป็นเจ้าของระบบ

สำหรับภารกิจหรือสิ่งที่กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพให้ความสำคัญในปี 2562 ประกอบด้วย 1. ติดตามการแก้ไขกฎหมายบัตรทองอย่างใกล้ชิด 2. ให้รัฐบาลสนับสนุนค่าเหมาจ่ายรายหัวเท่ากับที่ สปสช.เสนอ 3. ติดตามเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง 4. ติดตามการให้บริการด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของหน่วยบริการ 5. คัดค้านกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ Super Board และคัดค้านแผนปฏิรูปด้านสาธารณสุข 6. ผลักดันให้เกิดกองทุนคนไทยไร้สิทธิ 7. พัฒนาศักยภาพหน่วยรับเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 50(5) ให้เข้มแข็ง

Comments

Submitted by ทำไมถึงตายเยอะ on
".... ข้ามมาดูผู้ป่วยรายที่สองก่อนนะครับ ผู้ป่วยมาด้วยอ่อนแรงเป็นอัมพาตครึ่งซีก ตรวจพบมีความดัน โลหิตสูงร่วมด้วย มีสิทธิ์บัตรทองโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทางผมก็โทรไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิบัตรทอง เพื่อจะขอส่งตัวไปรับการรักษาและทำ CT scan เนื่องจากโรงพยาบาลผมไม่มีเครื่อง ก็ได้รับคำตอบว่า “เตียงเต็มค่ะ” แต่ยังไงผมก็ต้องหาทางส่งคนไข้ไปทำ CT scan ให้ได้เพื่อหาสาเหตุ บังเอิญเกิดความคิดว่า ถ้าอย่างงั้นโทรไปที่เดิมแล้วบอกว่า ขอส่งคนไข้ไปทำ CT scan ที่โรงพยาบาลของคุณตามสิทธิ์นะครับ ไม่มีเตียงไม่เป็นไร เดี๋ยวผมรับกลับมา ดูแลต่อให้เองครับ ขอแค่ให้รู้ว่าคนไข้เส้นเลือดแตกหรือตีบก็พอ จะได้วางแผนต่อได้ว่าต้องผ่าตัดสมองหรือไม่ ทางโรงพยาบาลตอบว่าไงรู้มั้ยครับ ตอบว่า “เครื่อง CT scan เสียค่ะ” ผมเลยไปต่อไม่ถูกเลยครับ ............ แต่ทันใดนั้นเองก็มีญาติคนไข้ เดินเข้ามาเหมือนสวรรค์มาโปรด บอกว่าคนไข้สามารถเบิกได้ค่ะ ลูกเพิ่งเข้ารับราชการในระบบคอมพิวเตอร์จึงยังไม่เปลี่ยนสิทธิ์จากบัตรทอง มาเป็นเบิกได้ ด้วยความข้องใจ ผมก็เลยโทรกลับไปที่โรงพยาบาลแห่งเดิมเป็นครั้งที่สาม แต่คราวนี้โทรไป ที่แผนกเอกซเรย์โดยตรง แล้วบอกว่ามีคนไข้เบิกได้ต้องการทำ CT scan ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “ส่งมาทำ ได้เลยค่ะ” ผมฟังเสร็จก็งงครับ งงเป็นไก่ตาแตกเลย ........ https://mgronline.com/live/detail/9600000025369 ................................................................................................................................................................ ภาคประชาชนเคยทราบไม๊ครับว่าทำไมผู้ป่วยบัตรทองจึงต้องเจอสภาพเช่นนี้กันบ่อย ๆ และตายเยอะกว่าสิทธิอื่น ๆ ท่านไม่ลองคนหาความจริงแล้วเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขกันบ้างหรือครับ

Submitted by ทำไมถึงตายเยอะ on
ข้อตกลงการจ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วยตาม DRG..................... มื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2560 นายกแพทยสภา และผู้แทนคณะอนุกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินตามการวินิจฉัยโรคร่วมของแพทยสภา เข้าพบรัฐมนตรีฯ สาธารณสุข................. และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปลัดกระทรวง รวมทั้ง เลขาธิการสปสช. และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ สปสช. เพื่อจะเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วยใน(นอนโรงพยาบาล)ตามการวินิจฉัยโรคร่วมของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้ใกล้คียงกับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดจากการรักษาผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาล..................... ความเป็นมาของเรื่องนี้ เกิดจากคณะกรรมการแพทยสภาได้รับทราบปัญหาจากแพทย์ผู้ปฏิบัติงานให้การตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาท) ที่ป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน(ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) ว่า สปสช.จ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในราคาน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยที่่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจากแพทย์และบุคลากรของโรงพยาบาลเต็มที่ โดยอาศัยหลักวิชาการทางการแพทย์ตามมาตรฐาน และหลังจากการรักษาเสร็จสิ้น(ผู้ป่วยอาการดีขึ้น กลับบ้าน หรืออาการทรุดจนเสียชีวิตหรือถูกส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลระดับสูงต่อไป) โดยทางโรงพยาบาลจะต้องเรียกเก็บเงินค่ารักษาผู้ป่วยทั้งหมดไปยัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามระเบียบที่สปสช.กำหนดไว้ตามระบบการวินิจฉัยโรคร่วม (เรียกว่า DRG- Diagnosis-Related Group) ที่เทียบกับค่าเฉลี่ยของการรักษาผู้ป่วยในกลุ่มเดียวกัน (Recalibration of weight- RW)............... แต่การคิดค่ารักษาตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมของสปสช.นี้ ทำให้สปสช.จ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วย ในเป็นอัตราที่น้อยกว่าค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง ทำให้โรงพยาบาลขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรักษาผู้ป่วย..................... ค่า RW เป็นตัวเลขน้ำหนักสัมพัทธ์ของการใช้ทรัพยากรต่างๆเพื่อการรักษากลุ่มโรคโรคหนึ่ง เป็นค่าเม็ดเงินซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจเกิดจากค่าใช้จ่ายจริงของ 1 RWในโรงพยาบาแต่ละแห่ง หรืออาจเป็นตัวเลขที่กองทุนต่างๆจะจ่ายให้แก่โรงพยาบาลต่อ 1 RW.................. ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางจะจ่ายแทนผู้มีสิทธิในระบบสวัสดิการข้าราชการในอัตราที่ตกลงกันล่วงหน้า ตามอัตราที่ตกลงกันไว้ก่อน หากเงินไม่พอก็ตั้งเป็นหนี้รพ.ไว้............... แต่ของสปสช.แม้จะมีการตกลงล่วงหน้า แต่ก็จะมีข้อแม้ว่า เป็นงบประมาณรวมศูนย์กล่าวคือถ้าสปสช.มีงบประมาณเหลือน้อย ในช่วงกลางปีหรือปลายปี สปสช.ก็จะผลักภาระหนี้ให้แก่โรงพยาบาล โดยเอางบประมาณที่เหลือทั้งหมด (เรียกว่า Global Budget) หารด้วย จำนวนรวมของ RW ทั้งหมดของทุกโรงพยาบาล จึงทำให้แต่ละโรงพยาบาลได้รับเงินจากสปสช.ต่อ RW ในราคาน้อยกว่าราคาจริง ตามที่ตกลงไว้ตอนต้นปีงบประมาณ (ราคาที่ตกลงไว้นี้ ยังเป็นราคาที่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลอีกด้วย).............. ฉะนั้น เมื่อสปสช.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลน้อยกว่าตามราคา RW ที่สปสช.ลดลง จึงเท่ากับว่าโรงพยาบาลได้รับเงินค่ารักษาผู้ป่วยน้อยลงไปอีก ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรจะต้องรายงานว่าเป็นภาระหนี้ที่สปสช.ยังจ่ายให้โรงพยาบาลไม่ครบถ้วน สมควรที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องหาเงินมาเพิ่ม เพื่อชำระหนี้ที่สปสช.มีต่อโรงพยาบาล................. ยกตัวอย่างเช่น 1.ในระบบสวัสดิการข้าราชการ ผู้ป่วยในใช้อัตรา DRG เป็นตัวเลขตามการวินิจฉัยโรค เช่นผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบรักษาโดยการผ่าตัดโรงพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่าย(ในการรักษาผู้ป่วย)ตาม DRG 0.9 โดยมีค่า RW 9,800 ดังนั้นโรงพยาบาลจะได้รับเงิน 9,800x0.9= 8,820 บาท จากการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ 1 คน............. 2.ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสปสช.อาจกำหนด ค่าRW ไว้เท่ากับ 8,500 บาท แต่กลางปีและปลายปีนั้นค่า RW อาจถูกลดลงเหลือพียง 7,500 หรือ 5,000 บาทก็ได้ (ขึ้นอยู่กับว่ามีจำนวนผู้ป่วยมากน้อยเพียงใดและสปสช.จะอ้างว่ามีงบประมาณเหลือเท่าใด)...................... ดังนั้นโรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ป่วยบัตรทอง จึงไม่มีความแน่นอนว่าจะได้รับเงินค่ารักษาเท่าใดในแต่ละเดือน ตอนต้นปีสปสช.อาจจะจ่าย 0.9x8,500=7,200 บาท แต่ปลายปีรพ.รักษาผป.โรคเดียวกันนี้อาจจะได้รับเงินจากสปสช.เพียง 5,000x 0.9= 4,500 บาท................. นอกจากจำนวนเงินตาม RW จะไม่แน่นอน (มีการลดลง ไม่มีเพิ่มขึ้น)แล้ว ถ้าเป็นโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สปสช.จะหักเงินเดือนบุคลากรออกจากจำนวนเงินทั้งหมดที่คิดตามRW แล้วอีก30 เปอร์เซ็นต์(อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้บ้าง แล้วแต่สปสช.จะดำเนินการ) ฉะนั้นหลังจากหักเงินเดือนอีก30 % รพ.จะได้รับเงินเพียง3,150 บาท.................. จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโรงพยาบาลที่จำต้องรับรักษาผู้ป่วยในระบบบัตรทอง จะขาดทุนจากผลการดำเนินการทุกปี เนื่องจากเรียกเก็บหนี้จากสปสช.ไม่ได้ ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนเฉลี่ยปีละ 8,000 ล้านบาท......................ในการทำบัญชีกิจการที่ถูกต้องนั้น สปสช.จะต้องมีรายงานว่าสปสช.เป็นลูกหนี้ของโรงพยาบาล ปีละ 8,000 ล้านบาท นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชน ลาออกจากการเป็นคู่สัญญารับรักษาผู้ป่วยบัตรทองมากขึ้น จนมีรพ.เอกชนไม่กี่แห่งที่ยังรับรักษาผู้ป่วยบัตรทองอยู่ในขณะนี้................ แต่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องรับรักษาผู้ป่วยบัตรทองตามภารกิจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข..................... นอกจากความไม่ถูกต้องของการบันทึกงบดุลบัญชีที่สปสช.ไม่บันทึกภาระหนี้ ที่ยังไม่จ่ายให้โรงพยาบาลแล้ว สปสช.ยังทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ดูดีจนกระทรวงการคลังเอง ยังให้รางวัลว่า สปสช.บริหารกองทุนดีเด่นมาหลายปี (จึงขอตั้งข้อสงสัยในความไม่มีประสิทธิผลของคณะกรรมการพิจารณาให้รางวัล)................ นอกจากการจ่ายเงินให้รพ.(เจ้าหนี้)ไม่ครบตามการเรียกเก็บแล้ว สปสช.ยังมีระเบียบในการลงโทษโรงพยาบาลที่ส่งรายงานการรักษาผู้ป่วย(เพื่อเรียกเก็บเงินล่าช้าไม่ตรงตามที่สปสช.กำหนด โดยลดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายตาม RW นี้ลงไปอีก (ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก ที่ลูกหนี้ลงโทษเจ้าหนี้ที่ส่งใบรายการเรียกเก็บเงินล่าช้า ที่จริงลูกหนี้มีแต่จะขอยืดเวลาชำระหนี้) ......................... สปสช.ยังออกระเบียบในการบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยให้ตรงตามที่สปสช.กำหนดในแต่ละโรค จึงจะจ่ายเงินให้ตามDRG ถึงแม้ว่าแพทย์จะวินิจฉัยโรคและให้การรักษาตามความเป็นจริงตามมาตรฐานทางการแพทย์ แต่ถ้าไม่ตรงตามระเบียบของสปสช. สปสช.ก็จะไม่จ่ายเงินให้ตาม RW นั้นๆ ............... ในฐานะที่แพทยสภามีวัตถุประสงค์ในการให้คำปรึกษา หรือข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ กรรมการแพทยสภาได้รับทราบข้อมูลการบริหารเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพที่ก่อปัญหาในการทำงานของแพทย์และโรงพยาบาลตลอดมา โดยที่รัฐมนตรีและประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพยังไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งปัญหาการจ่ายเงินที่ไม่ตรงกับภาระค่าใช้จ่ายจริง การที่สปสช.ไม่บันทึกการเป็นลูกหนี้ของโรงพยาบาล (และหาเงินมาใช้หนี้) การลดราคาค่ารักษาโรค การกำหนดบันทึกเวชระเบียนที่ไม่เหมาะสมตามมาตรฐานวิชาการแพทย์(และยังมีปัญหาอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ)................. คณะอนุกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินตาม RW ของแพทยสภาจึงได้ขอเข้าพบศ.คลีนิก ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารระดับสูงของสปสช...................... โดยมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบันที่สามารถทำได้ทันที ได้แก่................... ขอให้สปสช.กำหนดค่า RW ไว้คงที่ตลอดปี ไม่มีการลดลงในระหว่างปี................... ยกเลิกค่าปรับการบันทึกเวชระเบียนตามที่สปสช.กำหนดแต่ให้ทำตามมาตรฐานตามหลักวิชาการแพทย์ของผู้เชี่ยวชาญที่รักษาผู้ป่วยและส่งเงินค่ารักษาตามจริงตามาตรฐานวิชาการแพทย์............... ยกเลิกการหักเงินหรือการไม่จ่ายเงินถ้ารพ.ส่งรายงานช้า............... ถ้าสปสช.มีเงินไม่พอจ่ายสปสช.ต้องปรับปรุงการบริหารให้มีประสิทธิภาพ(คุ้มค่า ประหยัด ตรงเวลา ) และมีประสิทธิผล (ใช้จ่ายเงินตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่เอาไปจ่ายนอกเหนือจากวัตถุประสงค์หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย) หรือสปสช.ต้องหาเงินเพิ่ม ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติม.5 “คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถกำหนดให้ประชาชนที่ไม่ยากจน ร่วมจ่ายเงินเมื่อไปใช้บริการตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” ....................... รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเลขาธิการสปสช.รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสปสช.ได้ตกลงตามที่กรรมการแพทยสภาเสนอ ...................... แต่มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะไปเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณมาเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท เพื่อจะทำตามข้อตกลงที่ได้รับปากกับแพทยสภาไว้................. แต่อยากจะขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะตั้งคำถามกับรัฐมนตรีสาธารณสุขดังนี้........... เงิน 8,000 ล้านที่สปสช.จะต้องจ่ายเพิ่ม เป็นเพียง 0.5% ของงบประมาณทั้งสิ้นของสปสช. ถ้าสปสช.จัดการอุดรูรั่วที่จ่ายเงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้ได้แล้ว สปสช.น่าจะมีงบประมาณเพิ่มมากกว่านี้หรือไม่............... ตามที่หัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้แก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาเกือบ 2 ปีแล้ว(คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 37/2559 วันที่ 5 ก.ค. 2559 ) และมีการยกร่างกม. การตั้งคณะกรรมการแก้ไขการยกร่างกฎหมายโดยรัฐมนตรีสธ.แต่งตั้ง มีการทำประชาพิจารณ์มาแล้ว 4 ภาค คำถามสำคัญคือ เมื่อไรกฎหมายนี้จะถูกนำเข้าพิจารณาในสนช. เพื่อแก้ปัญหารการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาลของสปสช.............. ส่วนผู้เขียนในฐานะที่เป็นประชาชนไทยที่ต้องพึ่งระบบบริการสาธารณสุขของรัฐบาล ขอเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ว่า............ ปัญหาเรื่อง DRG นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฝ่ายนโยบาย)และสปสช.(ฝ่ายปฏิบัติการ) แต่มีปัญหาอีกหลายๆอย่างเกิดขึ้นในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐบาล ซึ่งมีผลกระทบต่อ.............. 1.งบประมาณของประเทศ.............. 2.มาตรฐานวิชาการแพทย์............. 3.มาตรฐานบริการสาธารณสุข............. 4.สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน................... ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติในที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.จะเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมในการประกาศไม่ทนต่อการคอรัปชั่นและเรียกร้องการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลอย่างไรและเมื่อใด..................... โดย... พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา............. กลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง ............ http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643405

Submitted by Anonymous on
quote "สำหรับภารกิจหรือสิ่งที่กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพให้ความสำคัญในปี 2562........ 5. คัดค้านกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ Super Board และคัดค้านแผนปฏิรูปด้านสาธารณสุข......" .................................................................................................................................................................... ".เพิ่มเติมจาก Yongyuth Chaiyapong จากการที่ได้มีโอกาสได้เข้าไปทำงานสำคัญระดับประเทศงานหนึ่ง ในการประชุมในทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีโอกาสเข้านั่งในที่ประชุมในฐานะอนุกรรมการนั้นเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ได้เห็นการรวมกลุ่มของผู้อาวุโสในกระทรวงสาธารณสุขที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นและอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกสองท่านก็ทำให้เข้าใจชัดไปอีกว่าอะไรเป็นอะไร จากการได้มีโอกาสพบปะกับท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกท่านในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้น ก็ทำให้ได้เข้าใจชัดว่าจะไม่มีการไปคัดง้างหรือแข็งข้อกับกลุ่มของศาสดาเอกโดยเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงภัยอันตรายต่อชีวิตราชการอย่างใหญ่หลวง ความพยายามในการกุมอำนาจมีมาโดยตลอด ไม่ว่าในส่วนของการบริหารจัดการที่ใช้เงินในมือเป็นปัจจัยหลักในการบีบ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเป็นตัวบีบด้วยกระบวนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข การให้ทุนสนับสนุนการทำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบาดวิทยาคลินิก ระบาดวิทยาชุมชน และการสาธารณสุข ตลอดจนการจัดทำระบบสถิติสุขภาพ ที่เมื่อตรวจสอบพฤติกรรมก็พบว่าเป็นการรวบอำนาจในทางวิชาการจนมาถึงจุดหนึ่งก็นำมาซึ่งรูปแบบการใช้ประโยชน์ในการหลอกลวงสาธารณชนและรัฐบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรม การสนับสนุนจากมวลชน และการได้มาซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและพรรคการเมือง จนถึงขนาดที่ว่าสามารถกุมอำนาจไว้จนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตกหักกับคนกลุ่มนี้ แม้กระทั่งรัฐบาลทหารในยุคปัจจุบันที่เก่งกล้าสามารถและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและหลายภาคส่วนอย่างหนักทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อธิบายมายาวขนาดนี้ก็เพียงเพื่ออยากจะเรียนให้ได้รับทราบกันไว้ถึงข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่ารูปแบบที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่หลายท่านหลายฝ่ายได้นำเสนอนั้นถึงแม้รัฐบาลจะรับทราบ จะเข้าใจ แต่...ก็เป็นที่น่าเศร้าสลดว่าประเทศไทยคงต้องทนทุกข์จากการกระทำของคนกลุ่มนี้ไปอีกนาน เพราะรากฐานของปัญหาที่แท้จริงนั้นคือการแย่งชิงอำนาจที่กระทบไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ............ หมอดื้อ..... https://www.thairath.co.th/content/926477

Add new comment