เผยผลสำรวจพบบุคลากรสาธารณสุขติดเชื้อวัณโรคแฝง 31.41%

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำรวจการติดเชื้อวัณโรคแฝงในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเฝ้าระวัง ป้องกันการเกิดโรค พบอัตราการติดเชื้อวัณโรคเฉลี่ยร้อยละ 31.41

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วัณโรคยังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร และปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ให้กำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการลดปัญหาของประชาชน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ร่วมสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ. 2560-2564 ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยุติวัณโรคโดยควบคุมและลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มสำคัญ

ซึ่งรวมถึงกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เพราะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคระหว่างการปฏิบัติงานจากการสัมผัสผู้ป่วย ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคหากร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดี จะติดเชื้อแบบไม่มีอาการป่วย เรียกว่า “วัณโรคแฝง” ซึ่งไม่สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ แต่ผู้ที่มีเชื้อวัณโรคแฝงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นผู้ป่วยวัณโรคได้ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั่วไปมีการติดเชื้อวัณโรคแฝง และในจำนวนนี้ มีประชากรบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดวัณโรค โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีผู้ป่วยวัณโรคร่วมบ้าน และผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ควรมีการตรวจคัดกรองหาวัณโรค ซึ่งส่วนใหญ่ตรวจด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก และควรตรวจเป็นประจำ พร้อมทั้งแนะนำให้ตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคแฝงร่วมด้วยโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค โดยปัจจุบันนี้สามารถตรวจการติดเชื้อแบบไม่มีอาการป่วยที่เรียกว่าวัณโรคแฝงได้ โดยการตรวจตัวอย่างเลือด

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า จากการสำรวจการติดเชื้อวัณโรคแฝงในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคที่ปฏิบัติงานด้านต่างๆ และในบุคลากรที่เข้าปฏิบัติงานใหม่ ด้วยวิธี IGRA ตรวจสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมาที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรค โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ที่โรงพยาบาล จำนวน 4 แห่ง พบอัตราการติดเชื้อวัณโรคเฉลี่ยร้อยละ 31.41 ซึ่งอยู่ในอัตราเดียวกับบุคคลทั่วไปที่องค์การอนามัยโลกประมาณการ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์โดยทั่วไป ได้แก่ มีอายุมาก อายุงานนาน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสม ผลการตรวจช่วยสร้างความตระหนักรู้ในการใส่ใจสุขภาพ ระมัดระวังป้องกันการติดเชื้อและเฝ้าระวังโรค นอกจากนี้ผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกยังได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตน หากตรวจแล้วยังไม่พบอาการป่วยเป็นวัณโรคแต่เป็นวัณโรคแฝง ก็อาจพิจารณาให้ยาป้องกันตามความเหมาะสมเฉพาะราย

“โรงพยาบาลจะต้องมีระบบป้องกันที่ดีและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานหรือการจัดการที่ดี บุคลากรทางการแพทย์ควรมีความรู้เกี่ยวกับวัณโรคและวิธีการป้องกันการติดต่อของโรค ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพื่อลดการติดเชื้อ รวมทั้งควรตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองวัณโรคเป็นประจำทุกปี สำหรับประชาชนทั่วไปก็ควรดูแลและป้องกันตนเองจากเชื้อวัณโรค โดยฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) ตามที่แพทย์แนะนำ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ หากมีอาการไอจาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก จมูก เวลาไอจาม หรือใส่หน้ากากอนามัย และหากมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ทราบสาเหตุ ให้พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุต่อไป” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

เตรียมตัวตายกับTB • 2018-11-11, 00:18
**บุคลากรทางการแพทย์เสี่ยงเป็นวัณโรคสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า** กรมควบคุมโรค เร่งรัดควบคุมการแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาล ชี้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคสูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่า......... อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงปัญหาวัณโรคในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีความเสียงต่อการป่วยเป็นวัณโรคสูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่า และอาจมีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการปฏิบัติงานของบุคลากร ทั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยวัณโรคมาใช้บริการที่สถานบริการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บุคลากรมีโอกาสสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาลได้ ซึ่งการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลอาจเกิดได้ใน 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ จากผู้ป่วยวัณโรคสู่ผู้ป่วยอื่น จากผู้ป่วยวัณโรคสู่บุคลากรทางการแพทย์ และจากบุคลากรทางการแพทย์แพร่กระจายสู่ผู้ป่วยและผู้ร่วมงาน ซึ่งการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลอาจเกิดจากการวินิจฉัยล่าช้า และไม่ใช้เครื่องป้องกันในระหว่างการทำหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการสูดหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย เป็นต้น....... https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/54176 ...................................................................................................................................................................... "ไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ปีละ 1.2 แสนคน แต่เข้าถึงการรักษาแค่ 7 หมื่นคน" https://www.hfocus.org/content/2016/03/11940 ..................ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความล้มเหลวในการดูแลผู้ติดเชื้อTBให้เข้าถึงการรักษา รวมถึงการป้องกันและลดอัตราผู้ติดเชื้อTB รายใหม่ ........เมื่อปี 2000 (พ.ศ.2543)มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่+กลับเป็นซ้ำในอัตรา 22.6 รายต่อประชากร 100,000 คน.............แต่เมื่อถึงปี 2016(พ.ศ.2559)แค่ระยะเวลา16 ปีที่ผ่านมาที่เรามี สปสช. ปรากฎว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่+กลับเป็นซ้ำในอัตรา 58.9 รายต่อประชากร 100,000 คน (http://www.tsrt.or.th) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว......ความผิดพลาดล้มเหลวในเรื่องนี้อยู่ที่ใคร? หน่วยงานใด?...... หน่วยงานที่เอางบประมาณรวบไปกองไว้ที่เดียว(สปสช.)..... หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง(กรมควบคุมโรค) แต่ไม่มีงบประมาณดำเนินการอยู่ในมือ.......คำตอบเรื่องนี้คงไม่อยูในสายลม .........................ผลงานควบคุมโรคติดต่อในอดีตก่อนมี สปสช.ต้องยกนิ้วให้กรมควบคุมโรคติดต่อของกระทรวงสาธารณสุข มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจนในทุกระดับทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ระดับเขต จังหวัด จนถึงระดับอำเภอ ทำให้โรคติดต่อที่สำคัญ ๆ หายไปจากประเทศไทยเกือบหมดสิ้น ไข้ทรพิษ มาลาเรีย โรคเท้าช้าง อหิวาตกโรค หนอนพยาธิ ฯลฯ แทบจะหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย จนจะหาตัวอย่างมาให้นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาทางด้านสุขภาพมาศึกษาเรียนรู้แทบไม่ได้ แม้แต่วัณโรคก็เช่นเดียวกัน แต่ระยะเกือบยี่สิบปีมานี้เกิดอะไรขึ้นกับระบบการควบคุมโรคติดต่อของประเทศไทย ทำไมโรคติดต่อเหล่านี้จึงกลับมาอุบัติซ้ำระบาดอีกครั้ง และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง"วัณโรค" จนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง.......... ความผิดพลาดล้มเหลวในเรื่องนี้อยู่ที่ใคร? หน่วยงานใด?...... หน่วยงานที่เอางบประมาณรวบไปกองไว้ที่เดียว(สปสช.)..... หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง(กรมควบคุมโรค) แต่ไม่มีงบประมาณดำเนินการอยู่ในมือ.......คำตอบเรื่องนี้คงไม่อยูในสายลม.

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน