มุมมองจาก “ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล” ระบบ UC มาถึงทางตัน - ต้องการกระจายอำนาจ

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าทศวรรษ ผ่านช่วงล้มลุกคลุกคลาน เผชิญแรงเสียดทานต่างๆ นานาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ในมุมมองของ ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าระบบ UC ได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความตั้งใจของผู้ออกแบบระบบแล้ว แต่ก็มาถึงทางตันที่ต้องมีการปฏิรูประบบในภาพรวมด้วยการกระจายอำนาจให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ระบบ UC ทลายกำแพงค่ารักษาพยาบาล

สิ่งหนึ่งที่ ศ.นพ.ไพบูลย์ มองว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือการสลายกำแพงเงินตราไปเกือบสิ้นเชิง ทำให้คนไทย 47-50% ที่ไม่เคยเข้าถึงบริการ สามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้โดยไม่มีเงินตรามาขวางกั้น ประเด็นนี้ถือว่าบรรลุผลตามที่ผู้ออกแบบระบบตั้งใจไว้

“ต้องให้เครดิตความดื้อของนักวิชาการผู้ผลักดันระบบที่ไม่เชื่อฝรั่ง เขากล้าหาญพอที่จะไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของ World Bank ที่บอกว่าประเทศไทยไม่มีทางทำระบบนี้ได้ ถ้าวันนั้นคนเหล่านี้เชื่อก็คงไม่ทำ เราก็ไม่เห็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในวันนี้ ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่หยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นก็มีความกล้าหาญทางการเมือง กล้ารับความเสี่ยง เพราะนโยบายนี้คือการผันงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขมาสู่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นการเอาเงินก้อนใหญ่ไปสู่การบริหารจัดการอีกระบบหนึ่ง ทำให้หน่วยราชการเดิมเสียอำนาจ อันนี้เป็นประเด็นทางการเมือง ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองในขณะนั้นไม่กล้าหาญตัดสินใจทำสิ่งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แม้นักวิชาการจะกล้าทำก็ตาม" อาจารย์ไพบูลย์ กล่าว

เริ่มมาถึงทางตัน

อย่างไรก็ดี กว่า 16 ปีที่ดำเนินการมา ศ.นพ.ไพบูลย์ มองว่าระบบ UC เริ่มเดินมาถึงทางตัน เพราะแม้จะเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งโรงพยาบาลรัฐก็ถูกถล่มทลายด้วยจำนวนประชากรที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ภาพที่ตามมาคือโรงพยาบาลขยายจำนวนเตียงและบุคลากรได้ไม่เท่ากับความต้องการของประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความเจ็บป่วยของบ้านเมืองที่ไม่สามารถจัดการได้ดีเท่าที่ควร รูปธรรมที่ชัดคือการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน มะเร็ง ฯลฯ หรือแม้แต่อุบัติเหตุจากการจราจร ประเดประดังเข้ามา เมื่อเราป้องกันไม่ได้ คนป่วยก็มากขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพบริการก็ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ขณะที่กลไกการบริการจัดการหน่วยบริการยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจ แม้ในช่วงแรกของการก่อตั้งระบบ UC ผู้ก่อตั้งได้ตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าวและพยายามเปลี่ยนแปลงการกระจายกำลังคนโดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลที่กระจุกตัว แต่การเมืองไม่เอื้ออำนวยและหลังจากนั้นก็ไม่มีฝ่ายการเมืองใดๆที่พยายามให้ความสำคัญกับการกระจายคน ปัจจุบันสถานการณ์กำลังคนจะเห็นภาพการประท้วงเป็นระยะๆ ยืนยันให้เห็นว่ารากเหง้าของปัญหาการรวมศูนย์อำนาจยังไม่ได้ถูกแก้ไข ทำให้โรงพพยาบาลทั้งหลายไม่มีอิสระในการจัดการกำลังคน

ประกอบกับปัญหากระบวนการผลิตกำลังคน ในส่วนของแพทย์ แพทย์เฉพาะทางมีมาก ขณะที่แพทย์ที่ดูแลคนไข้ได้รอบด้านกว่ามีสัดส่วนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างเช่น คิวบา คอสตาริก้า มีสัดส่วนแพทย์เฉพาะทางน้อยกว่าไทยเยอะ แต่ 80% ของการเจ็บป่วยถูกจัดการที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ ขณะที่เมืองไทยแพทย์เฉพาะทางถูกออกแบบให้ทำงานในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือซับซ้อน เทคโนโลยีระดับสูง เมื่อออกแบบโรงพยาบาลและแพทย์เฉพาะทางไว้อย่างนั้นมันก็เกิดการกระจุกตัวไปโดยปริยาย ขณะที่โจทย์ของการบริการไม่ได้ต้องการแพทย์เฉพาะทางมากขนาดนั้น

"นี่คือความไม่ลงตัวของโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการกับการผลิตบุคลากร" ศ.นพ.ไพบูลย์ กล่าว

นอกจากการรวมศูนย์อำนาจ อุปสรรคอีกประการหนึ่งที่ระบบกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการที่รัฐบาลกังวลเรื่องปัญหาคอรัปชั่นแล้วออกระเบียบที่ทำให้ทุกหน่วยงานราชการมีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างเหมือนกันหมด เป็นการลดทอนความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาหน้างานให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหรือความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเอาสายวิชาชีพวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เข้ามาทำให้การดูแลผู้ป่วยฉับไวมากขึ้น มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น พบว่าสามารถออกแบบอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ทำนายเตือนว่าคนไข้กำลังเสี่ยงที่จะติดเชื้อใน 12 ชั่วโมงข้างหน้า นี่คือตัวอย่างเล็กๆ ว่าสะท้อนแนวโน้มที่โลกกำลังก้าวไปและต้องการความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเพื่อใช้ศักยภาพเหล่านี้

ต้องกระจายอำนาจ

ศ.นพ.ไพบูลย์ชี้ว่า เมื่อระบบรับมือไม่ไหวกับปัญหากำลังคน ความเจ็บป่วยโรคเรื้อรังที่ป้องกันเอาไว้ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจในที่นี้ไม่ได้แปลว่าให้เอาเงินไปให้ท้องถิ่นเยอะๆ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้ากระทรวงสาธารณสุขยังเป็นเจ้าของสถานพยาบาล การแก้ปัญหาจะไม่ประสบความสำเร็จ

“ข้อสังเกตคือทำไมพยาบาลที่ประสบปัญหาถึงเกิดกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข นั่นก็แปลว่าการกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงแก้ปัญหาเรื่องพยาบาลไม่ได้ รวมถึงขาดความยืดหยุ่นที่จะแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่นห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลที่ประสบปัญหาเยอะคือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข เราเพิ่งสำรวจการจัดสรรกำลังคนในโรงพยาบาลต่างๆ พบว่าแพทย์สายงานที่เอกชนต้องการอย่างมาก ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ คือแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์มีแพทย์กลุ่มนี้มากที่สุดแต่จะลดหลั่นกันไปในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพราะโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขไม่มีความยืดหยุ่นทั้งกำลังคนและกำลังเงินที่จะจ้างแพทย์กลุ่มนี้ นี่คือตัวอย่างการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางแล้วทำให้คนที่อยู่หน้างานแก้ปัญหาได้ลำบาก ด้วยเหตุนี้ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุข แยกบทบาทเจ้าของสถานพยาบาลออกจากบทบาทผู้วางนโยบาย เกมนี้ไม่จบ” ศ.นพ. ไพบูลย์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ประเด็นข้างต้นเป็นเรื่องที่เกินอำนาจการจัดการของ สปสช. เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาล แต่ในขอบเขตที่ สปสช.จัดการเองได้ก็ต้องการการกระจายอำนาจเช่นกัน ทั้งนี้หากยังจำกันได้ ย้อนหลังไป 5-6 ปีก่อน สปสช.ทำเรื่องทดลองกระจายอำนาจคือเขต 13 เขต 9 และเขต 7 แต่ทุกวันนี้เหลือเขต 13 เขตเดียว เขตที่เหลือรวมศูนย์อำนาจกลับเข้ามาที่ส่วนกลางหมด ทำให้โอกาสที่เขตสุขภาพจะทำการทดลองพัฒนารูปแบบการซื้อบริการที่แตกต่างและสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ทำได้ยากขึ้นเพราะทุกอย่างรวมศูนย์ในส่วนกลาง

ระบบ Long Term Care ยังไม่ได้ผลตามเป้า

อีกประเด็นที่ ศ.นพ.ไพบูลย์ เห็นว่า สปสช.ต้องปรับปรุงการดำเนินการ คือนโยบายการดูแลระยะยาว หรือ Long Term Care เพราะสังคมไทยแก่เร็วรวยช้า แก่เร็วคือมีแนวโน้มผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดปัญหาโรคเรื้อรังตามมา เกิดภาวะพึ่งพิงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็ต้องชม สปสช.ในการริเริ่มเรื่องนี้ โดยไปชวนกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการในระยะยาว นี่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกทิศทาง แต่การแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็เจออุปสรรค ส่วนหนึ่งคือแผนที่ทำออกมา หน่วยงานอื่นไม่ได้เอออวยด้วยถึงขั้นแก้กฎระเบียบให้ท้องถิ่นมีอิสระมากพอที่จะจ้าง care giver และอีกส่วนคือมีคลื่นใต้น้ำผุดขึ้นมาในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ 1 แล้วมากระทบกับการดำเนินการเรื่องการดูแลระยะยาว ผนวกกับความกังวลเรื่องคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ทำให้การดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่ไปตามแผนที่วางไว้

“ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องภายใน สปสช. คือการวางระบบข้อมูลที่จะทำให้รู้ว่าเกมนี้เดินไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์ตรงไหน ทีมประเมินประสบปัญหาอย่างมากในการหาข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุดีขึ้นหรือไม่ การดูแลในระยะต่างๆสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ ทั้งหมดนี้เราไม่มีข้อมูล ก็ทำให้เสียโอกาสที่จะหาสัญญาณบวกเพื่อสะท้อนให้รัฐบาลได้เห็น อันนี้เป็นความรับผิดชอบตรงๆของ สปสช. และอีกส่วนหนึ่งคือโครงสร้างที่ถอยหลังจากการกระจายอำนาจกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ธรรมชาติของ สปสช. ที่ยืดหยุ่นกว่าราชการก็ยังยืดหยุ่นไม่มากพอที่จะทำให้สายงานต่างๆทำงานเป็นทีมเดียวกัน เราพบสภาพว่าออฟฟิศย่อยๆมีความสนใจเฉพาะด้านของตัวเองทั้งๆที่น่าจะดูภาพรวมด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ สปสช.จะปรับปรุงได้ ”ศ.นพ.ไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

Anonymous • 2018-11-16, 14:37
"ฝันร้ายในระบบบริการสุขภาพไทย".....“ ผู้เขียน ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล” .......... "วันนี้เงินหมุนเวียนสำหรับซื้อหาบริการสุขภาพทุกๆหนึ่งร้อยบาท รัฐบาลจ่าย 75 บาท มากนะครับจริงมั๊ย เอ้ แล้วในเมื่อรัฐบาลจ่ายมากถึงปานนี้ ทำไมเวลาป่วย คนไทยร้อยละ 30-45 จึงยังเลือกที่จะควักกระเป๋าตัวเองเพื่อไปคลินิกเอกชน หรือรพ.เอกชนสำหรับบริการแบบไม่ต้องนอนรพ. และร้อยละ 5-10 สำหรับบริการคนไข้ใน ........... แปลว่า รัฐบาลยังจ่ายน้อยไปรึเปล่า ไม่มั๊ง ในเมื่อคนไข้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิข้าราชการทุกวันนี้ใช้บริการฟรีไม่ใช่หรือ อันนี้ก็จริง แต่ไปดูคิวคนไข้ตามรพ.รัฐบาล ซิครับ ยาวแค่ไหน ดูคนไข้ในนอนตามระเบียงหรือน่าลิฟท์ซิครับ ว่ามีความอึดอัดหรือเปล่าว ............. ถ้ามีตังค์ ใครๆ ก็คงไม่อยากไปรอคิวหรือนอนหน้าลิฟท์จริงมั๊ย ไปรพ.เอกชนสะดวกสบายกว่า เร็วกว่า เลือกหมอได้ด้วย อยากได้ยาอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่มีตังค์จ่าย ........... สำหรับชาวบ้าน เรื่องราวคงจบแค่นี้ เพราะยังมีเรื่องอื่นให้คิดอีกมากมาย ............ ชาวบ้านคงนึกไม่ถึงดอกว่า ที่คนมีสตางค์ควักกระเป๋าเองเวลาเจ็บป่วยแล้วไปรพ.เอกชน มันเกี่ยวอะไรกับ เรื่องเวลาไปรพ.รัฐบาลโดยเฉพาะในชนบท มักเจอแต่หมอหน้าใหม่หมุนเวียนเรื่อยไป ............ ในวงการแพทย์ เขารู้กันมานานแล้วว่า ค่าตัวหมอรพ.เอกชนแพงกว่าหมอรพ.รัฐบาลหลายเท่า ค่าตัวหมอรพ.เอกชนส่งตรงมาจากเงินในกระเป๋าคนไข้ ค่าตัวหมอรพ.รัฐบาล(ส่วนใหญ่) ส่งตรงมาจากภาษี ........... ลองนึกดูว่าการที่รพ.เอกชนสามารถดึงหมอไปจากรพ.รัฐบาล เขาใช้อะไรจูงใจ คำตอบก็ตรงไปตรงมา ค่าตัวไงล่ะ ........... สมัยก่อนความนิยมรพ.เอกชนไม่มากเท่าปัจจุบัน ค่าตัวหมอรพ.รัฐบาลกับรพ.เอกชนต่างกันไม่มากเท่าวันนี้ และค่าตัวหมอรพ.รัฐบาลสมัยก่อนก็ไม่มากเท่าทุกวันนี้ ดังนั้น ความนิยมบริการรพ.เอกชน เลยเป็นเหตุดึงหมอออกจากรพ.รัฐบาลโดยเฉพาะจากชนบท รวมทั้งเป็นเหตุเพิ่มค่าตัวหมอในรพ.รัฐบาลเพื่อต้านทานแรงดูดของรพ.เอกชน ........... ความจริงที่รู้กันในวงแคบ คือ เฉพาะรพ.กระทรวงสาธารณสุข งบประมาณทุกๆร้อยบาท เป็นค่าแรงเกือบหกสิบบาท เมื่อเป็นอย่างนี้ส่วนที่เหลือไว้เป็นค่ายา ค่าปรับปรุงอาคารสถานที่ ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ ก็ย่อมน้อยตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่คิวตรวจรพ.รัฐบาลยาวเฟื้อย คนไข้ต้องนอนหน้าลิฟท์ ........... ลองนึกต่อไปว่า ถ้าวันหน้าคนไทยใช้เงินจากกระเป๋าตัวเองแทนการใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรจะตามมา ............. ประการแรก รพ.รัฐบาลก็จะกลายเป็นที่รองรับคนจนด้วยสัดส่วนมากขึ้นไปอีก กว่าทุกวันนี้ ผลที่จะตามมาคือ การตรวจสอบ กดดัน ให้รัฐบาลปรับปรุงรพ.ก็จะน้อยลง เพราะคนจนโวยไม่เก่ง ไม่มีเส้นสาย อุปมาอุปมัยเหมือนกิจการรถไฟไงล่ะ ล้าหลัง ตกต่ำมานานกว่าร้อยปี เพราะคนรวย คนชั้นกลางหนีไปขับรถบนถนน งบประมาณสร้างถนนเลยถมไม่รู้จบ แต่ละปีนับแสนล้านบาท .............. ประการที่สอง เมื่อบริการรพ.รัฐบาลถดถอยเพราะเหตุดังกล่าวในประการแรก คนพอมีสตางค์ก็ยิ่งหนีไปรพ.เอกชนมากขึ้นมากขึ้น กลายเป็นภาวะงูกินหางผลักให้บริการรพ.รัฐบาลถดถอยลงต่อไปอีก ประเทศมาเลเซียเป็นตัวอย่างในข่ายนี้ จึงไม่แปลกเมื่อพบว่า รัฐบาลมาเลเซียจ่ายเพื่อบริการสุขภาพ(8%ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด)น้อยกว่ารัฐบาลไทยเกือบเท่าตัว (14%)แม้ว่าคนมาเลย์เกือบร้อยทั้งร้อยมีหลักประกันสุขภาพเหมือนคนไทย ............ ประการที่สาม ด้วยความเป็นจริง ณ วันนี้ ว่า รัฐบาลแทบจะไม่ได้ควบคุมกำกับกิจการรพ.เอกชนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา คุณภาพบริการ ความปลอดภัย เมื่อกิจการรพ.เอกชนขยายตัวสวนทางการถดถอยในกิจการรพ.รัฐบาล ประกันสุขภาพเอกชนและการจ่ายจากกระเป๋าคนมีสตางค์จะค่อยๆแทนที่ระบบหลักประกันสุขภาพ ผลที่ตามมาคือ คนไทยจะเสี่ยงต่อภาวะล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัวมากขึ้นจากการใช้บริการรพ.เอกชน การเข้าถึงบริการสุขภาพอาจจะถดถอยตามมาสำหรับคนไม่มีสตางค์พอจะจ่ายค่าบริการรพ.เอกชน และไม่อยากทนรอคิวรพ.รัฐบาล โปรดสังเกต ว่านับวันโฆษณาขายประกันสุขภาพเอกชนขยายตัวมากขึ้น นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ความเป็นไปที่กล่าวมา ............ ประการสุดท้าย ชะตากรรมระบบเศรษฐกิจไทยอาจจะเหมือนของสหรัฐอเมริกา ในความหมายว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการจะจมไปกับรายจ่ายสุขภาพมากจนอำนาจแข่งขันถดถอย ธุรกิจที่แข็งแรงในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯคือ รพ.เอกชน ประกันสุขภาพเอกชน และบริษัทยา/เครื่องมือแพทย์ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจภาพรวมอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยยานยนต์ของสหรัฐเคยเผยตัวเลขต้นทุนค่ารักษาพยาบาลพนักงานอันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมดของรถแต่ละคันที่บริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์(จีเอ็ม)ผลิตเท่ากับ 1.525 ดอลล่าร์ คิดเป็น 5 เท่าของตัวเลขเดียวกันสำหรับรถโตโยต้าหนึ่งคัน จึงไม่น่าแปลกที่ส่วนแบ่งตลาดของรถจีเอ็มถดถอยเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากราคาแพงกว่ารถโตโยต้า และต่อมาโตโยต้าได้เข้าแทนที่สามยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกที่เคยครองแชมป์อันดับหนึ่ง ........... ผมหวังว่าฝันร้ายดังกล่าวจะไม่เป็นจริง และหวังว่าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติภายใต้การกำกับของคสช. จะได้ตระหนักและมองหาหนทางหลีกหนีจากฝันร้ายนี้. https://www.hfocus.org/content/2014/08/7856
Anonymous • 2018-11-16, 17:58
** อย่าเอาโรงพยาบาลรัฐเป็นตัวประกัน ** เขียนโดย..... ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร .....นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ .................... ถ้าจะตั้งคำถามว่า สถานะของโรงพยาบาลรัฐคืออะไร คำตอบก็คงจะมีหลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าใครตอบ........... ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โรงพยาบาลรัฐเป็นหน่วยงานระดับล่างของรัฐที่ต้องทำงานตามนโยบายจากส่วนกลาง ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลถือเป็นหน่วยบริการที่มีหน้าที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพประชาชน ตามหลักการบริหารจัดการชุมชน .............. โรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการทางสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน และมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในชุมชน ตามหลักการปกครอง โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้บริการดูแลสุขภาพเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเข้าถึงประชาชนให้บริการแทนรัฐบาลที่บริหารประเทศ .................. ตามหลักการพัฒนาสังคมโลก โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้มนุษย์เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ โรงพยาบาลเป็นองค์กรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิใช้บริการพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ตามหลักธรรมาภิบาล โรงพยาบาลต้องให้บริการประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ มีจรรยาบรรณในฐานะที่บุคคลากรของโรงพยาบาลเป็นผู้อยู่ในวิชาชีพ และคงมีอีกหลายสถานะที่จาระไนไม่หมด ..................... แต่มีสถานะหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นสถานะของโรงพยาบาลรัฐสำหรับบ้านเรา นั่นคือ สถานะของตัวประกัน........... ทำไมถึงบอกว่า โรงพยาบาลรัฐมีสถานะเป็นตัวประกัน ............ คำตอบก็คือ โรงพยาบาลรัฐไม่มีอำนาจต่อรองใดๆกับหน่วยงานใด และแม้แต่กับประชาชน ............ โรงพยาบาลรัฐถูกกำหนดโดยกฎหมายกว่าสิบฉบับให้เป็นผู้ให้บริการ แต่ไม่มีแม้ฉบับเดียวให้โรงพยาบาลมีอำนาจสั่งการใคร มีแต่รับคำสั่งและปฏิบัติตาม .............. เวลาเกิดคดีความในศาลถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคโรงพยาบาลโดยแพทย์พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถูกกล่าวห าต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ผิด ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายทั่วไปภาระพิสูจน์เป็นของผู้กล่าวหา ............. ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็ถือว่าทำผิด โรงพยาบาลรัฐแม้จะมีเงินได้ที่ถือเป็นรายรับเป็นเงินบำรุง แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินนั้นได้โดยตรง แต่ต้องขออนุมัติจากส่วนกลางตามระเบียบปฏิบัติ ............... โรงพยาบาลได้รับงบประมาณจากรัฐบาลแต่จะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับองค์กรที่มีอำนาจเบิกจ่ายงบประมาณแทน โดยไม่มีสิทธิปริปาก ............. โรงพยาบาลประกอบด้วยผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่การรักษาพยาบาลต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดย สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำการรักษา ............ โรงพยาบาลขาดทุนจากการดำเนินการตามนโยบาย แต่ก็ต้องทนอยู่กับสภาวะขาดทุนที่ไม่มีใครช่วย .......... โรงพยาบาลมีข้อพิพาทกับผู้ใช้บริการ บุคคลากรทางการแพทย์ก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดูเหมือนโรงพยาบาลจะเป็นกระโถนท้องพระโรงในทุกเรื่องอย่างที่คิดไม่ถึง ............... โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการสั่งการตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้จะไม่เห็นด้วย ................. โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะมีทั้งกฎหมายและจรรยาบรรณค้ำคออยู่ ................ โรงพยาบาลไม่สามารถหารายได้จากการให้บริการโดยเก็บค่าบริการเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และบุคคลากรของโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบจากส่วนกลาง ................ โรงพยาบาลรัฐเป็นเสมือนหนังหน้าไฟ เป็นด่านหน้าที่ติดต่อกับผู้ป่วยที่มาใช้บริการ แต่อำนาจของโรงพยาบาลที่จะจัดการปัญหาด้วยตนเองกลับทำไม่ได้ ............. ความไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลทำให้ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับใครได้โดยตรง แต่ต้องรับภาระเมื่อเกิดกรณีคู่สัญญาของกระทรวงผิดสัญญา และทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ไม่เคยมีผู้ป่วยหรือประชาชนตำหนิติเตียนองค์กรหรือส่วนกลางที่สั่งการให้โรงพยาบาลปฏิบัติงาน แต่โรงพยาบาลต้องรับคำตำหนิเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ ทำตามระเบียบบริหารงาน ............ สถานะของโรงพยาบาลที่ไม่มีทางออกเช่นนี้ คงไม่ต่างกับสถานะของตัวประกัน หรือลูกไก่ในกำมือของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไม่สามารถหลีกหนีภาระงานได้ เพราะผู้มาใช้บริการเป็นคนเจ็บคนป่วย คนใกล้ตาย ถ้าไม่ดูแลแล้วจะให้ใครดูแล ................... สภาพเช่นนี้เป็นสภาพของการถูกมัดมือชก ไม่มีปากมีเสียง ร้องไปก็ไม่มีคนฟัง มีแต่รองรับการสั่งการที่คนสั่งไม่ต้องทำ ไม่มีสิทธิโต้เถียง ความเป็นตัวประกันนี้คงจะยังอยู่กับโรงพยาบาลรัฐอีกนานเท่านานเป็นนกในกรงเหล็ก ไม่ใช่นกในกรงทอง เมื่อโรงพยาบาลทำดีก็ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่ถ้าโรงพยาบาลผิดพลาด ต้องรับผิดชอบเอง ............... โรงพยาบาลกว่าครึ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอยู่ในสภาวะขาดทุน เอาเงินบำรุงออกมาใช้จุนเจือเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลมีชีวิตที่ดีขึ้น ............... โรงพยาบาลหลายแห่งพยายามรัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายแม้ว่าจะเป็นเรื่องจำเป็น และดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้ ........... โรงพยาบาลหลายแห่งขอเงินบริจาคสมทบจากประชาชน จัดการแข่งกีฬา จัดงานการกุศล และอีกหลายๆ อย่างเพื่อให้มีเงินเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งขอรับเงินช่วยเหลือจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลเช่นโครงการ ก้าวคนละก้าว ของคุณตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาลจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ และอีกมากมายหลายอย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่ควรเป็นงานของโรงพยาบาลเลย ............. เหล่านักรบในเสื้อกาวน์ทั้งหญิงและชายที่เป็นแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐต้องต่อสู้กับโรคภัยและอุบัติภัยที่เกิดกับประชาชน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงให้บริการรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยกะทันหัน คนยากคนจนที่ไม่เงินไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพง ต้องอยู่ในหน้าที่นี้ ............. แต่ อนิจจา พวกเขากลับไม่ใช่ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ แต่เป็นฐานะของคนที่ต้องทำตามหน้าที่ หน้าที่ ที่ไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องทำตามคำสั่งของนายจ้าง จนกว่าจะทนไม่ไหว. Cr. http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643829
ใจไม่ด้านพอ • 2018-11-16, 18:09
คนที่ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่หมอ ยังเข้าใจและเห็นใจสภาพคนทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ เข้าใจและเห็นใจโรงพยาบาลรัฐของ สธ. ดีกว่าคนในวงการสาธารณสุขระดับสูงบางคน
ชาล้นถ้วย • 2018-11-16, 19:26
ระบบ UC ที่มันกำลังจะถึงทางตัน ไม่น่าจะเกี่ยวกับการกระจายอำนาจหรือไม่กระจายอำนาจหรอกครับ แต่มันเกี่ยวกับระบบเกี่ยวกับมาตรการการของ สปสช.ในจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายให้แก่โรงพยาบาลหน่วยบริการ.......ถ้าหากผู้บริหาร สปสช.ไม่เป็นพวกชาล้นถ้วยไม่เลือดเย็นกับโรงพยาบาลหน่วยบริการมากนัก มันก็มีทางที่จะไปต่อได้ไม่ถึงกับตัน .........การที่จะทำให้โรงพยาบาลหน่วยบริการของUC ไปต่อได้ ผู้บริหาร สปสช.ต้องหันไปดูกองทุนอื่น ๆ ไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วย ต้องกลับไปศึกษามาตรการการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายให้แก่โรงพยาบาลหน่วยบริการของกองทุนอื่น ๆ เช่น กองทุนประกันสังคมของ สปส. กองทุนสวัสดิการข้าราชการของกรมบัญชีกลาง ว่าทำไมเขาทำกันมาอยู่กันมานาน 30 - 40 ปี แล้ว ก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับโรงพยาบาลหน่วยบริการ สามารถไปต่อได้ สามารถพัฒนาแก้ไขปรับปรุงได้........แต่ UC พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ของ สปสช.ทำกันมาแค่สิบกว่าปีแค่นั้นเอง ทำท่าจะถึงทางตัน......จะแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แยกเงินเดือนข้าราชการสาธารณสุขออกมาจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แบบเดียวกับ พรบ.ประกันสังคม ก็ทำไม่ได้ ถูกดองจนถึงทุกวันนี้ ......รัฐบาลจะให้มี พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติ ที่จะมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของระบบบริการสุขภาพของชาติ แก้ไขปัญหาต่าง ๆของโรงพยาบาลหน่วยบริการ ก็ถูกคัดค้าน โดยเครือข่ายเสือเลือดเย็นร่วมมือกับเอ็นยีโอ.......ปัญหาที่ UC มันจะถึงทางตัน หากจะพูดกันตรง ๆ โดยไม่เกรงใจใคร สาเหตุหลักก็คงไม่เกี่ยวกับกระจายอำนาจหรือไม่กระจายอำนาจหรอกครับ แต่มันอยู่ที่การที่ไม่มีใครกล้าสามารถแก้ปัญหาของระบบของUCเองที่สร้างปัญหาให้กับโรงพยาบาลหน่วยบริการทั่วประเทศ......เพราะนักการเมืองและข้าราชการประจำต่างก็เกรงกลัวอิทธิพลของเสือเลือดเย็นกับเอ็นยีโอเพราะพวกเขามีเครือข่ายใหญ่โต มีท่อน้ำเลี้ยงจากเศษเงินบาป ไม่มีใครกล้าขัดใจพวกเขา.

ความคิดเห็นล่าสุด

กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน
5 วัน 9 ชั่วโมง ago
กฎหมายชัดเจน
5 วัน 11 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน
5 วัน 9 ชั่วโมง ago
กฎหมายชัดเจน
5 วัน 11 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน