สปสช.แจงเกณฑ์จัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวปี 63 ‘3,600 บาทต่อประชากร’ งบผู้ป่วยในมากสุด

สปสช.แจงหลักเกณฑ์จัดสรรงบกองทุนบัตรทอง ปี 63 หนุนหน่วยบริการดูแลประชาชนทั่วประเทศ ครอบคลุมรักษา ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามผลหารือกลไกคณะกรรมการ สธ.-สปสช. พร้อมรุกศึกษาพัฒนาระบบ สู่การดำเนินงานกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จัดบริการอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2563 สปสช.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกของคณะกรรมการกำหนดแนวทางการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของหน่วยบริการสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ระดับประเทศ (คณะกรรมการ 7x7) ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมบริการจัดการกองทุนฯ โดยยึดหลักพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ยุทธศาสตร์ นโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ หลักการพื้นฐาน และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องรวมถึงความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการจัดการและการเข้าถึงบริการของประชาชน

ทั้งนี้ ภาพรวมยังคงจ่ายเหมือนปี 2562 ทั้งในส่วนของงบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าเสื่อมของหน่วยบริการ และงบบริการปฐมภูมิ หรือหมอครอบครัว โดยมีการปรับปรุงการจ่ายเพื่อรองรับบริการที่เป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานการบริการที่ได้มีการปรับปรุง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น อาทิ การจัดกลไกการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมอง การพัฒนาแนวทางบริการวัณโรคตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นต้น

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2563 จำนวน 190,601.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.97% ได้จัดสรรแบ่งเป็น 8 รายการ ดังนี้

1.บริการเหมาจ่ายรายหัวดูแลประชากร 48.26 ล้านคน จำนวน 173,750.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 7,305.17 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.39% หลังหักเงินเดือนบุคลากรหน่วยบริการภาครัฐ จำนวน 49,832.58 ล้านบาท เป็นเงินสู่การบริหารโดย สปสช.จำนวน 123,917.82 ล้านบาท

2.บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมการควบคุมป้องกันการติดเชื้อ จำนวน 3,596.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 550.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.1%

3.บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,405.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 1,123.62 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.6%

4.บริการป้องกันความคุมแรงของโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน จำนวน 1,037.57 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 จำนวน 97.46 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.6

5.บริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนไต้ จำนวน 1,490.29 ล้านบาท จัดสรรเท่าปี 2562

6.บริการผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 1,025.56 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 108.76 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.9%

7.บริการเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว จำนวน 268.64 ล้านบาท จัดสรรเท่ากับปี 2562

8.งบชดเชยวัคซีนป้องกันหัด คางทูมและหัดเยอรมัน เพื่อแก้ปัญหาการระบาดในภาคใต้ปี 2561-2562 จำนวน 27 ล้านบาท

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สำหรับในส่วนการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว โดยอัตราเฉลี่ยปี 2563 อยู่ที่จำนวน 3,600 บาทต่อประชากรสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการจัดสรรแยกตาม 9 รายการ ดังนี้

1.บริการผู้ป่วยนอกทั่วไป จำนวน 1,251.68 บาทต่อประชากร

2.บริการผู้ป่วยในทั่วไป จำนวน 1,371.07 บาทต่อประชากร

3.บริการกรณีเฉพาะ จำนวน 359.24 บาทต่อประชากร

4.บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จำนวน 452.60 บาทต่อประชากร

5.บริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ จำนวน 17.43 บาทต่อประชากร

6.บริการแพทย์แผนไทย จำนวน 14.80 บาทต่อประชากร

7.ค่าบริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน จำนวน 128.69 บาทต่อประชากร

8.เงินช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ให้บริการ จำนวน 2.49 บาทต่อประชากร

9.บริการจ่ายตามเกณฑ์คุณภาพผลงานบริการ จำนวน 2 บาทต่อประชากร

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า นอกจากการจัดสรรและปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนฯ แล้ว ในปี 2564 ยังมีนโยบายที่นำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน อาทิ การพัฒนาข้อเสนอการจ่ายเพื่อสนับสนุนนโนบายการลดจำนวนวันนอนรักษาในโรงพยาบาลในโรคที่ราชวิทยาลัย สมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำหนด, การกำกับติดตามคุณภาพและมาตรฐานบริการแบบผ่าตัดวันเดียวกลับ ศึกษาการจ่ายเงินชดเชยบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหน่วยบริการเอกชนและหน่วยบริการของรัฐ ศึกษาต้นทุนบริการคลินิกเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และศึกษาทบทวนรายการและอัตราจ่ายค่าใช้จ่ายอุปกรณ์และอวัยวะเทียมในการบำบัดโรค เป็นต้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้ยั่งยืนต่อไป

Comments

สว. อภิปราย สปสช. • 2019-07-17, 17:21
"ส.ว. สถิตย์ แนะ สปสช. บริหารรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง" ...........ส.ว. สถิตย์ แนะ สปสช. บริหารรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง หลังพบงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 59 ไม่มั่นคง พร้อมเสนอให้ สปสช.เป็นเจ้าภาพใช้ระบบดิจิตอลบริหารข้อมูลสุขภาพคนไทยแบบองค์รวม เน้นป้องกันมากกว่าการรักษา เพื่อความยั่งยืนทางการคลังและสุขภาพของคนไทย... ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายถึงรายงานรายรับรายจ่ายของเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 59 พบว่าฐานะทางการเงินอ่อนแอ โดยตัวเลขหนี้สินปี 59 อยู่ที่ 7,880 ล้านบาท มากกว่าปี 58 26.5% และปี 59 รายจ่ายมากกว่ารายได้ 1,913 ล้านบาท ในขณะที่ปี 58 รายได้มากกว่ารายจ่าย 83 ล้านบาท... ในขณะที่ตัวเลขจาก สปสช.เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่างบกองทุนหลักประกันสุขภาพปี 63 จำนวน 190,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.97% โดยรายจ่ายหลักมาจากรายจ่ายเหมาจ่ายรายหัว 173,750 ล้านบาท หรือ 91% ของวงเงินจัดสรร ที่ต้องดูแลประชากรที่เข้าข่ายประมาณ 48 ล้านคน และแนวโน้มผู้เข้ารับการรักษามากขึ้นทำให้รายจ่ายกองทุนสูงขึ้นและกองทุนไม่สามารถหารายได้เข้ากองทุนได้จึงต้องพึ่งรายจ่ายงบประมาณถึง 99.7% ซึ่งจะทำให้เกิดภาระทางการคลังมากขึ้น... และรายจ่ายก้อนใหญ่สุดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีคืองบเหมาจ่ายรายหัวเฉลี่ยปี 2563 เพิ่มขึ้นภายใน 4 ปีจากปี 2559 ถึง 18.9% ซึ่งถือว่าสภานะทางการเงินไม่ค่อยจะดีนัก... ดร.สถิตย์ จึงเสนอแนะ สปสช.ให้บริหารรายจ่ายด้วยความระมัดระวังเพื่อความมั่นคงทางการเงินการคลังและควรมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา... นอกจากควรบริหารรายรับรายจ่ายให้สมดุลย์แล้วที่สำคัญ สปสช. ควรเป็นเจ้าภาพให้โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์และประชาชน ในการบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูลแบบไร้รอยต่อทั้งระบบประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า ระบบรักษาพยาบาลข้าราชการและระบบประกันสังคม โดยเสนอให้ใช้ระบบดิจิตอลในการรวมข้อมูลทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว ทั้งแฟ้มเวชระเบียนและสมุดพกพาแบบดิจิตอล เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของคนไทยทั้งหมดอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพแบบยั่งยืน. .....ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ https://mgronline.com/politics/detail/9620000068027
copy หมอดื้อ • 2019-07-17, 18:03
"ระบบสุขภาพจะง่ายกว่าหรือไม่ โดยให้ล่มสลายก่อนแล้วไปเริ่มใหม่จากศูนย์? (ตอน 1)"........คณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขถูกตั้งมาครบหนึ่งปีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 สิ่งที่ต้องถามกรรมการซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในกรรมการนี้ด้วยคือหลังจากที่มีความชัดเจนเรื่องการปฏิรูปที่ต้องมี 4 ด้าน 10 ประเด็นซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา 6 เมษายน 2561.........หลังจากนั้นสามารถขับเคลื่อนอะไรไปได้บ้าง?..........1- การบริหารหลักประกันสุขภาพต้องทำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนเป็นธรรมและยุติธรรมต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพ หรือ สปสช. ตลอดเวลาที่ผ่านมาทำตัวเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอย่าง วิธีการรักษา งบในการรักษา และชักดาบไม่ยอมให้เงินในการรักษา และเอาหน้า ว่าให้สิทธิการรักษาล้นเหลือ แต่แท้ที่จริงคนรักษาไม่มีเงินจะมาทำการรักษา..........2-สปสช.อ้างว่า มอง รพ.รัฐ เหมือนกับบริษัทประกันสหรัฐฯกับ รพ.เอกชน ที่จุดประสงค์ของ รพ.เอกชนคือกำไร แต่เมืองไทย รพ.รัฐไม่ใช่เอกชน ยากดีมีจนรักษาหมด ในวันที่ 30 กันยายน 2561 ที่โรงพยาบาลมหาราช โคราช มีผู้ป่วยมากกว่า 1,800 ราย เกินความจุที่จะรับได้ เตียงผู้ป่วยแน่นเรียงรายรวมทั้งบริเวณทางเดิน มีผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจอย่างน้อย 390 ราย นี่คือผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลไม่นับผู้ป่วยที่รอตรวจที่หอผู้ป่วยนอกและยังมีหน่วยที่ต้องทำการล้างไต ต้องมีการผ่าตัดต้องมีคลินิกพิเศษเฉพาะโรคต่างๆ..คนป่วยอาการหนักแน่นล้นทะลักโรงพยาบาลรัฐเป็นทุกแห่งไม่ใช่แต่ที่จังหวัดนี้ เจ้าหน้าที่ที่ทำการรักษาทุกระดับจัดเป็นยอดมนุษย์พิเศษ.........3-สถานการณ์เหล่านี้สุกงอมเต็มขั้น ทราบปัญหาในระดับล่าง ในทุกระดับว่าต้องการการปฏิรูปและต้องการการแก้ไขโดยด่วนโดยต้องมีเจ้าภาพทุบโต๊ะ สั่งให้ต้องทำทันที ไม่มีการยึกยักยืดเยื้อ แต่หามีไม่.........4- ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง สำหรับคนไข้ในภาวะหนึ่งแต่มีความรุนแรงและซับซ้อนในระดับต่างๆกัน กระบวนการวินิจฉัยเพื่อให้ได้การรักษาที่ถูกต้อง จะใช้วิธีการตรวจต่างกันออกไป และการรักษาก็จะมีกระบวนการแตกต่างกันออกไปเช่นกัน เช่นไส้ติ่งอักเสบ กับไส้ติ่งที่แตก หรือโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่มี อาการในระบบเดียวหรือหลายระบบและเกิดช็อก ตับวาย ไตวาย โคม่า.........5-ตัวเลขที่แท้จริงเหล่านี้ต้องนำมาเปิดเผยและร่วมคิดในงบที่ต้องใช้จ่ายจริงในระบบหลักประกันสุขภาพ การคิดง่ายๆ เบ็ดเสร็จว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ต้องทำเท่านี้ทำเกินเลยไม่ได้ เรื่องที่ประกาศว่าการคิดงบประมาณสามารถทำได้สำเร็จโดยเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตคือมนุษย์ที่เจ็บป่วยให้คิดกลายเป็นระบบสิ่งไม่มีชีวิตและสามารถมีเงื่อนไขระเบียบปฏิบัติตายตัว เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ สปสช.คิด และนักวิชาการที่เข้าไปคิดหลักปฏิบัติ.. ทั้งๆที่ตัวเองในหนึ่งวันอาจดูคนไข้แค่สามคนและเป็นโรคที่ตนเองถนัด แต่ออกแบบให้ทำในพื้นที่ที่ขาดแคลนคน ประสบการณ์ เครื่องมือ อุปกรณ์.......6-ตัวเลขจริงเหล่านี้มีความหมายมากในการจัดการเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค จนถึงการรักษา เพราะโดยแท้จริงแล้วประเทศต้องใช้เงินก้อนเดียวกันต้องคิดว่าทุกอย่างออกจากกระเป๋าเดียวกันและคนไทยต้องตระหนักว่าเมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยถ้าเป็นหนักมากขึ้นเรื่อยๆเงินก้อนเดียวของประเทศไม่มีทางเพียงพอซึ่งขณะนี้ก็ไม่พออยู่แล้ว........ 7-จะตกลงอย่างไรเรื่องที่ต้องกำหนดบทบาทให้ชัดเจน สปสช.ต้องไม่ทำตัวกำกับทุกสิ่งอย่างทั้งๆที่ไม่รับทราบสถานการณ์จริง หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้สถานการณ์จริง ใช้ระบบปลายปิดกล่าวคือเมื่อมีงบเท่าไหร่ จะรักษาไปอย่างไร แต่เงินจะได้ตามงบที่เหลือ.. และนี่คือประเด็นสำคัญที่การรักษาไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ คนป่วยซึ่งต้องสามารถชะลอหรือหยุดยั้งการดำเนินของโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ รพ.ขาดทุน รพ.รัฐคือเจ้าหนี้ สปสช.ต้องเป็นลูกหนี้ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้านาย........8-การคิดเงินจากปลายปิดคือคิดจากงบที่มี ไม่ได้คิดจากความซับซ้อนของภาวะของโรคและแพทย์ผู้รักษาในแต่ละสถานการณ์........เรื่องนี้พูดกันมาหนึ่งปีเต็มๆ จะเอา อย่างไรกันแน่เรื่อง สปสช. เรื่องหลักประกันสุขภาพ เรื่องตรงนี้ไปรับฟังจากที่ประชุมโรงพยาบาลศูนย์ที่มีคนเข้าร่วมประชุมสองสามพันคน การเงินการคลังมีส่วนเกี่ยวพันเรื่องการบริหารของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ เรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ เรื่องชักดาบ เรื่องประกาศประชาชนทั่วไปถึงสิทธิเพิ่มขึ้น แต่เมื่อให้ไปแล้วเบิกเงินไม่ได้ คนรักษาตกเป็นจำเลยเรื่องเชื่อมโยงไปถึงการฟ้องร้อง.......... เราพูดกันมามากกว่าหนึ่งปีซ้ำซากจะเอาอย่างไรกันดีครับ จะตกลงกันอย่างไรต้องแจ้งให้ประชาคมทราบ. "หมอดื้อ" https://www.thairath.co.th/content/1386501
copy หมอดื้อ • 2019-07-17, 18:05
"ระบบสุขภาพจะง่ายกว่าหรือไม่ โดยให้ล่มสลายก่อนแล้วไปเริ่มใหม่จากศูนย์? (ตอน 2)".........เรื่อง สปสช.เป็นเรื่องที่กระทบประชาชนเกือบ 80% ของประเทศที่ยังไม่เข้าใจระบบ ตั้งแต่ตั้งมาช่วงแรก งบน้อยไม่ขาดทุนเพราะคนใช้น้อย รัฐบาลก็เลยเป็นเทวดา ใช้เงินงบประมาณเหมือนเอกชน.........โดยคนใน สปสช. กรรมการหลักประกันจัดตั้งเพราะต้องการให้ รพ.รัฐใช้จ่ายจากเงินบำรุง โดยเงินบำรุงค่อยๆหมดไปจนที่เห็นในสภาพปัจจุบัน การรักษาทุกโรคโดยไม่จำกัดและไม่มีส่วนร่วมช่วยเอื้อ ทำให้ระบบอยู่ไม่ได้แน่นอน คนแก้ ผู้บริหารประเทศต้องอยู่บนผลประโยชน์ระยะยาวและความยั่งยืนของระบบ แต่คนที่ต้องการชนะเลือกตั้ง ไม่มีใครอยากแก้ แน่นอนเพราะจะไม่ได้รับเสียงจากประชาชน ถ้ายิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งไม่มีทางสำเร็จ......... คณะกรรมการปฏิรูปมีสัญญากับประชาคมตามราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 เมษายนไม่เฉพาะแต่เรื่องการเงินการคลังและรวมถึงเรื่องการจัดตั้งกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ การแบ่งเขตสุขภาพ รวมทั้งระบบสาธารณสุขมูลฐาน......... ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการชุดนี้ทำอะไรให้มีการขับเคลื่อนจริง ประเด็นที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องทำ ทำไปได้เพียงมากกว่า 1 แต้มเล็กน้อยในประเด็นทั้งหมดถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำไม่ได้เพราะติดขัดก็สมควรที่จะยุบคณะกรรมการชุดนี้ไปเลย.......... การตั้งกรรมการนโยบายระบบสุขภาพคือการกระจายอำนาจไม่ใช่รวบอำนาจ National health policy board เป็นความจำเป็นของประเทศไทยซึ่งด้านการรักษาค่อนข้างเป็นผู้นำระดับโลก (สำหรับคนรวย) แต่เรื่องการเงินการคลัง การบริหารหลักประกันสุขภาพ ต้อง reform คือต้องรื้อหมด......... การพัฒนาด้านส่งเสริม เป็นการพัฒนาระบบสุขภาพที่คุ้มค่าอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนเกิดความรักตัวเอง......... รักสังคม รักสิ่งแวดล้อม รักประเทศ เกิด self-management ต้องทำให้เกิด health literacy healthy city และ good governance ทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะให้เกิดทักษะการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งระบบสุขภาพเพียงระบบเดียวไม่สามารถทำให้คนแข็งแรงได้ จำเป็นต้องกินความกว้างขวางและใช้ได้ในทุกบริบท........ เป็นมากกว่า you are what you eat คือ you are where you live เปลี่ยนแปลงคนอาจจะยาก แต่ต้องเปลี่ยนในที่สุด แต่ปรับสภาพแวดล้อมและนโยบายให้ประชาชนแข็งแรงทำได้......... ผู้เกี่ยวข้องทำงานด้านนี้มีหลายภาคส่วน ทั้ง health non-health เอกชน และภาคประชาสังคม NHPB กำหนดนโยบายทิศทาง เพื่อให้ระดับเขต จังหวัด นำไปปรับตามบริบท เกิด ownership ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสนับสนุน........ 9-สถานการณ์วิกฤติของสำนักอาหารและยาของประเทศไทย สิ่งที่ต้องแก้ไขโดยด่วน ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกและนวัตกรรมด้านยาและเทคโนโลยีชีวภาพ แต่จากการประเมินระบบยาของประเทศไทยโดยองค์การอนามัยโลกที่เรียกว่า WHO Benchmarking tool ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พบว่า ประเทศไทยยังต้องทำแผนแก้ไขปรับปรุง 5 จาก 9 function ได้แก่ ระบบการขึ้นทะเบียน ระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัย (Vigilance) ระบบการอนุญาตสถานที่โดยเฉพาะที่ต้องเชื่อมโยงกับ สสจ.ทั่วประเทศ ระบบการตรวจตราให้เป็นไปตามกฎหมาย และการตรวจตราการวิจัยทางคลินิก (Clinical trial oversight) WHO สรุปคำแนะนำว่า ที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขกฎหมายยาให้ทันสมัย Obsolete Drug Act resulted to complex and inadequate legal and regulatory framework สำหรับ activity ที่มีปัญหามากที่สุดคือ การตรวจตราการวิจัยทางคลินิกซึ่งต้องเร่งแก้ไข ตัวอย่างของข้อเสนอแนะของตัวชี้วัดต่างๆ ชี้ว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งต้องแก้ไข พ.ร.บ.ยา เพื่อให้ อย. มีอำนาจในการระงับหรือ suspend clinical trial......... ประเด็นเหล่านี้ WHO ให้เวลาในการแก้ไข 1 ปี ในขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายอะไรมาควบคุมการวิจัยทางคลินิกจึงต้องเพิ่มมาตราที่จำเป็นเหล่านี้ไว้ โดยควรแก้ไข พ.ร.บ.ยาเป็นรายมาตรา....... ในขณะนี้มีความพยายามหมกเม็ด อยากให้กองส่งเสริมการประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ (สสผ.) เป็นฝ่ายผิดฝ่ายเดียวว่าทำให้ตกการประเมินจาก WHO ทั้งๆที่มีหลายประเด็นมากมายที่ต้องได้รับการแก้ไขจากสำนักยา และการแก้ พ.ร.บ.ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบไม่ให้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งมีสิทธิ์ในการผลิตยา ขายยาที่ไม่เป็นไปตามสากล และมีความพยายามที่จะให้ พ.ร.บ.ยาออกไปให้เร็วที่สุดโดยรีบร้อน และไม่ได้แก้ไขตามที่ WHO แนะนำ เพียงแต่อยากรวบอำนาจกลับไปที่สำนักยา และไม่ได้ไตร่ตรองอะไรที่มาจากความเห็นส่วนรวม คนข้างใน อย.เองก็ไม่ได้รับทราบการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง......... 10-เรื่องที่พูดกันปากฉีกเรื่องสารเคมีพิษฆ่าคน ยังไม่ยอมทำอะไร ก๋วยเตี๋ยวสารกันบูดมหาศาล (จาก ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์) สาเหตุให้ตับและไตถูกทำลาย จากการได้รับสารกันบูดมากเกินไปแถมทำลายวิตามินบีหนึ่ง เกิดอัมพาต แขนขาอ่อนแรง หัวใจวาย ตายเป็นสิบ อัมพาตเป็นร้อยในประเทศไทยในแค่ 3 ปีที่ผ่านมา........ ผลการตรวจวิเคราะห์ พบปริมาณกรดเบนโซอิก (สารกันบูด) ตั้งแต่ 1,079-17,250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 17,250......... เส้นหมี่ 7,825 กวยจั๊บเส้นใหญ่ 7,358 กวยจั๊บเส้นเล็ก 6,305 บะหมี่โซบะ 4,593 ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 4,230 จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อเดิม....... ที่คิดว่าเส้นหมี่ ซึ่งมีลักษณะแห้ง จะมีวัตถุกันเสียน้อย แต่จะพบมากในเส้นใหญ่ที่มีความชื้นสูงนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กลับมีการใส่วัตถุกันเสียเยอะมากเป็นอันดับ 2 รองจากเส้นเล็ก เส้นที่ไม่พบสารเลย คือเส้นบะหมี่เหลือง เพราะผลิตจากแป้งสาลี ส่วนเส้นอื่นๆที่ผลิตจากแป้งข้าวเจ้า ที่มีความชื้นสูง ทำให้ราขึ้นง่าย จึงมีการใส่วัตถุกันเสีย ขณะที่วุ้นเส้นก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน......... สรุป นี่เป็นบางประเด็นเท่านั้น ที่ยึดโยงเกี่ยวพันไปถึงผลประโยชน์ ถึงความหย่อนยาน ละเลยไม่ทำหน้าที่ที่ต้องทำ มีเส้นมีสาย ทำให้ไม่มีการทุบโต๊ะ ถ้าสลายแล้วเริ่มใหม่น่าจะเป็นทางรอดของลูกหลาน.........."หมอดื้อ" https://www.thairath.co.th/content/1391396

ความคิดเห็นล่าสุด

Rogerujat
8 ชั่วโมง 57 นาที ago
Rogerujat
8 ชั่วโมง 59 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Rogerujat
8 ชั่วโมง 57 นาที ago
Rogerujat
8 ชั่วโมง 59 นาที ago
กลับด้านบน