15-16 ส.ค.นี้ สปสช.เปิดเวทีระดมความเห็นระดับชาติพัฒนา “กองทุนบัตรทอง” ครั้งที่ 16

15-16 ส.ค. นี้ สปสช.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการระดับประเทศ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 16 สู่การพัฒนา “กองทุนบัตรทอง” เพิ่มประเด็นเฉพาะ “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” ระดมความเห็นร่วมขับเคลื่อนภูมิปัญญาการแพทย์ของไทย

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดการรับฟังความเห็นโดยทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตามมาตรา 18 (13) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 นับเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดย สปสช.ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุขและหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเป็นไปตามตามยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างความมั่นใจในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้การจัดการรับฟังความเห็นโดยทั่วไปฯ เป็นการรับฟังความเห็นทั่วประเทศ และได้มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นระดับเขตมาทั้ง 13 เขต เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้รวบรวมความเห็นที่ได้นำมาสู่ “การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการระดับประเทศ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 16” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15-16 สิงหาคม 2562 นี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีการรับฟังความเห็นทั่วไปฯ พร้อมมอบนโนบาย “ทิศทางเพื่อการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยมีผู้แทนทั้งส่วนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจาก 13 เขตเข้าร่วมกว่า 500 คน

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ส่วนประเด็นรับฟังความเห็นทั่วไปฯ ในปี 2562 นี้ นอกจากประเด็น 7 ด้านตามข้อบังคับแล้ว ได้แก่ 1.ประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข 2.มาตรฐานบริการสาธารณสุข 3.การบริหารจัดการสำนักงาน 4.การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 5.การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ 6.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และ 7.การรับรู้และคุ้มครองสิทธิ และในปีนี้ยังได้เพิ่มเติมการรับฟังความเห็นในประเด็นเฉพาะ “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” เพื่อให้มีการระดมความเห็นที่นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาสิทธิประโยชน์แพทย์แผนไทยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

“การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกถูกกำหนดเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเป็นทางเลือกบริการสุขภาพให้กับประชาชน และด้วยนโยบายรัฐบาลที่ให้ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนสนับสนุนการแพทย์แผนไทย เวทีรับฟังความเห็นครั้งนี้จึงกำหนดเป็นประเด็นเฉพาะเพื่อร่วมระดมความเห็นที่นำไปสู่การพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในระบบ และสนับสนุนภูมิปัญญาการแพทย์ของไทย”

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ภายหลังการจัดเวทีรับฟังความเห็นฯ เสร็จสิ้นลงแล้ว อนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นฯ และ สปสช.จะได้ทำการรวบรวมความเห็นทั้งหมด นอกจากประเด็นข้อเสนอที่ได้จากเวทีรับฟังความเห็นฯ แล้ว ยังจะรวบรวมความเห็นที่ได้รับผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ระบบออนไลน์ ทั้งจากเว็บไซด์และเฟสบุ๊ค สปสช., การรวบรวมความเห็นจากการประชุมต่างๆ, การลงพื้นที่ และการทำงานร่วมกับหน่วยงาน สถาบันวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน รวมทั้งจากสายด่วน สปสช. 1330 เป็นต้น มาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งในด้านนโยบาย การบริหาร การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

Comments

แช่แข็ง • 2019-08-13, 11:19
"9 ประเด็นหลัก สธ. เสนอแก้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ"............ ร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.... ที่เสนอแก้ไขโดยกระทรวงสาธารณสุข มีประเด็นหลักที่จะแก้ไขทั้งหมด 9 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นที่สำคัญ เช่น การร่วมจ่าย การแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว และการปรับบอร์ด สปสช. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในสังคม เนื่องจากหลายฝ่ายมีความกังวลหากแก้ไขกันตาม 9 ประเด็นนี้ จะนำไปสู่การทำลายหลักการแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการที่เป็นหลักการสำคัญของหลักประกันสุขภาพ ........... อย่างไรก็ตามร่างแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นเท่านั้น ขั้นตอนต่อไปหลังจากรับฟังความคิดเห็นคือ การเสนอร่างให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้นำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป............ จุดกำเนิดหลักประกันสุขภาพ .......... ก่อนจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ประชาชนไทยที่ได้รับการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลนั้นมีเพียงกลุ่มข้าราชการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐและครอบครัว ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม และผู้ที่ได้การสงเคราะห์เนื่องจากผ่านการพิสูจน์แล้วว่า มีฐานะยากจน แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาแล้วจะได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ .......... จุดเริ่มต้นของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เริ่มจากนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้บุกเบิกและผลักดันให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยนำความคิดนี้เสนอต่อพรรคไทยรักไทย และกลายเป็นนโยบายที่เรียกว่า "30 บาท รักษาทุกโรค" และต่อมาก็ตราเป็น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ให้สิทธิการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนชาวไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ทุกคนที่ไม่สิทธิประกันสุขภาพอื่น ........... สิทธิในการรับบริการสาธารณสุข: สิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ............. สิทธิในการรับบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน เป็นสิทธิที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ฉบับ 2540, 2550 และ 2560 โดย รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ได้บัญญัติไว้ว่า ..... "มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่กฎหมายบัญญัติ"........... "มาตรา 55 รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงเสริมสร้างให้ประชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด"........... ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือระบบ "บัตรทอง" ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของประเทศไทยทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า ระบบบัตรทองจะประสบความสำเร็จในการกระจายการเข้าถึงบริการ แต่ก็ประสบปัญหาด้านการขาดแคลนงบประมาณมาโดยตลอด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่า ถึงเวลาที่ต้องเสนอปปรับให้แก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่กระทรวงเห็นว่า เป็นข้อขัดข้องในการบริหารจัดการทางการเงิน ......... วันที่ 9 มกราคม 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ โดยคณะกรรมการชุดนี้มี 27 คน เป็นตัวแทนจากภาคประชน 2 คน มีหน้าที่ในการพิจาณาการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ โดยนำงานศึกษาที่หน่วยงานต่างๆ ทำไว้ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 37/2559 เรื่อง ค่าใช้ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความคล่องตัวในการบริหารจัดการประสิทธิภาพของการให้บริการของหน่วยบริการ มาพิจารณาประกอบ ........... หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาร่างฯดำเนินการศึกษาแล้วพบว่า มีประเด็นที่เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งหมด 14 ประเด็น จึงเสนอเป็นร่าง แก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ออกมาให้ได้เห็นกัน ............... ........... 9 ประเด็นหลัก พิจารณาร่างหลักประกันสุขภาพ ........... 1. แก้นิยาม "สถานบริการ" เพื่อจ่ายเงินกองทุนให้องค์กรอื่นๆ มาช่วยกันทำงาน ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ที่ใช้อยู่เดิม เงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพสามารถจ่ายให้แก่หน่วยงานบริการ สถานบริการ ผู้รับบริการ และองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้นำเงินกองทุนไปจ่ายให้กับองค์กรอื่นๆ เข้ามาช่วยกันทำงานด้วย เช่น จ่ายเงินให้กับ เครือข่ายองค์กรชุมชน สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอต่างๆ ซึ่งหากตีความตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้องค์กรเหล่านี้มีสิทธิรับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ การจ่ายเงินเช่นนี้จึงอาจขัดต่อพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ จึงเป็นที่มาของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 37/2559 กำหนดให้สามารถจ่ายเงินให้องค์กรอื่นๆ ทำงานได้ และเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช. จึงต้องเสนอแก้ไขให้เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "สถานบริการ" ในมาตรา 3 ให้ครอบคลุมองค์กรเหล่านี้ด้วย แต่จากร่างของกระทรงสาธารณสุขกลับแก้ไขไปในทางตรงกันข้าม โดนเขียนว่า "สถานบริการ หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของเอกชน และของสภากาชาดไทย หน่วยบริการการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ และสถานบริการสาธารณสุขอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคตามที่คณะกรรมการกำหนด" จากการเขียนว่า ให้ร่วมถึง "หน่วยงานอื่นของรัฐ" จึงเท่ากับตัดโอกาสการเอางบประมาณจัดสรรให้องค์กรชุมชน หรือเอ็นจีโอ เข้ามาร่วมทำงานด้วย ในประเด็นนี้ มีเสียงส่วนน้อย 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับคำนิยามดังกล่าว และขอเสนอให้เขียนว่า "ทั้งนี้ให้หมายรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร..."............ 2. แก้นิยาม "บริการสาธารณสุข" ขยายกรอบการใช้เงินกองทุน ที่ผ่านมา เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพสามารถจ่ายให้ได้แค่เฉพาะค่าบริการสาธารณสุขที่ให้แก่บุคคล "โดยตรง" เท่านั้น จึงเสนอแก้ไขให้เพิ่มความครอบคลุม โดยแก้ไขบทนิยามในมาตรา 3 ในคำว่า "บริการสาธารณสุข" และ เพิ่มนิยามคำว่า "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ให้มีความหมายรวมถึง ค่าใช้จ่ายเพื่องานสนับสนุนด้วย "บริการสาธารณสุข หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้บุคคล เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ตามกฎหมายประกอบโรคศิลปะ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขด้วย" "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หมายถึง เงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและมีค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ" สำหรับในประเด็นนี้ มีเสียงส่วนน้อย 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีนิยามคำว่า "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" เพราะว่าเป็นการจำกัดขอบเขตการใช้เงินกองทุนนี้.......... 3. เสนอแยกเงินเดือนหมอออกจากงบประมาณ "เหมาจ่ายรายหัว" เอาไปให้กระทรวงสาธารณสุขบริหารเอง ที่ผ่านมาการจัดสรรเงินงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะใช้วิธี "เหมาจ่ายรายหัว" คือ ส่งเงินให้โรงพยาบาลต่างๆ โดยคิดจากจำนวนประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลนั้นๆ โดยคิดอัตราเหมาประมาณ 3,000 บาทเศษ ต่อประชากรหนึ่งคนในระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งระบบนี้โรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขมองว่า ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคความคล่องตัวของการบริหารงบประมาณ จึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหานี้ในมาตรา 46 ข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายนั้น จะปรับแก้ให้เงินที่กองทุนหลักประกันสุขภาพจ่ายให้โรงพยาบาลให้ถือเป็นรายรับของโรงพยาบาล เช่นเดียวกับรายรับจากการจ่ายค่ารักษาของคนไข้ หากมีเงินเหลือก็ให้โรงพยาบาลเก็บไว้บริหารจัดการเอง โดยให้แยกเงินเดือนของบุคลากรออกมาจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในการบริหารจัดการ "มาตรา 46 หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 44 และหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นรายรับของหน่วยบริการ และการใช้จ่ายให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลนั้นๆ และให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเงินเหลือไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดินและให้หน่วยบริการใช้จ่ายเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยบริการ หลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 18 (13) ก่อน และอย่างน้อยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) อาศัยราคากลางที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานตามมาตรา 50 (4) (2) ทั้งนี้ให้แยกเงินค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรส่วนที่จ่ายจากเงินงบประมาณของหน่วยบริการภาครัฐออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทั้งการจัดทำคำของงบประมาณและในการบริการขาลง (๓) คำนึงถึงความแตกต่างในภารกิจของหน่วยบริการ (๔) คำนึงถึงความแตกต่างในกลุ่มผู้รับบริการและในขนาดของพื้นที่บริการที่หน่วยบริการรับผิดชอบ" .......... 4. เพิ่มนิยาม "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" ประเด็นนี้มีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มบทนิยามคำว่า "บริการสาธารณสุข" "เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" เพื่อเพิ่มความครอบคลุมค่าใช้ให้สามารถเบิกจ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข และสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขได้ เพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ นิยามของคำว่า ค่าใช้เพื่อสนับสนุนการบริการสาธารณสุข ไม่มีใน พ.ร.บ. ฉบับเดิม ตามร่างฉบับแก้ไขจึงเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจัดบริการสาธารณสุขในกิจการของหน่วยบริการได้แก่อะไรบ้าง เพื่อให้หน่วยบริการใช้เป็นค่าใช้ดังกล่าวได้ "ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข" หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ได้แก่ (1) ค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนการไปปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุ ค่าดำเนินการและค่าพัฒนาศักยภาพบุคคลในการจัดบริการสาธารณสุขในการพัฒนาศักยภาพบุคคลในการบริการจัดการสาธารณสุข (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสื่อมของสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ที่ใช้ในการบริการผู้ป่วยนอก บริการผู้ป่วยในและบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (3) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นเพื่อการบริการจัดการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการกำหนด"........... 5. การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการด้วย ที่ผ่านมาเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ จะถูกกันเอาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการให้กับผู้รับบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพเพียง แต่การจ่ายค่าเสียหายเดิมไม่ครอบคลุมถึงการเยียวยาบุคลากรผู้ให้บริการด้วย จึงได้มีการเปลียนแปลงแก้ไขในมาตรา 41 เพื่อให้ครอบคลุมผู้ให้บริการ และเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ดังนี้ "มาตรา 41 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการในสิทธิหลักประกันสุขภาพที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขกำหนด"........... 6. จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว ไม่ต้องไล่เบี้ยเอากับหมอพยาบาล ที่ผ่านมา ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ เดิม มาตรา 42 กำหนดว่า หากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขไปแล้ว มีสิทธิจะไปไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ หากหมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่คนใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายขึ้น คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอาเงินส่วนตัวจ่ายเป็นค่าเสียหายคืนให้กับกองทุน การกำหนดกฎเกณฑ์เช่นนี้มีผลให้บุคลากรด้านสาธารณสุขไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน การแก้ไขครั้งนี้จึงเสนอให้ยกเลิกมาตรา 42 ทั้งมาตรา หากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้เสียหายไปแล้ว ก็ไม่ต้องไล่เบี้ยย้อนหลังเอากับเจ้าหน้าที่อีก........... 7. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามกฎหมายเดิมที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีทั้งหมด 30 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ 8 คน ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 คน ผู้แทนคนทำงานภาคประชาชน 5 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง 7 คน จะถูกปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอในมาตรา 13 ใหม่ ดังนี้ 1) ยกสถานะปลัดกระทรวงสาธารณสุขขึ้นเป็นรองประธาน 2) ให้ตัดผู้แทนกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงศึกษาธิการ เท่ากับลดจำนวนตัวแทนภาคราชการ จาก 8 เหลือ 5 คน 3) ให้ลดจำนวนตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จาก 4 เหลือ 3 คน 4) ให้จำนวนตัวแทนภาคประชาชนมี 5 คน เท่าเดิม 5) ให้เพิ่มตัวแทนสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย ทำให้มีตัวแทนสภาวิชาชีพเพิ่ม จาก 5 เป็น 6 คน 6) ให้เพิ่มตัวแทนหน่วยบริการ ซึ่งหมายถึงผู้แทนโรพยาบาลประเภทต่างๆ ขึ้นมาอีก 7 คน 7) ให้ลดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง จาก 7 เหลือ 5 คน............. 8. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ตามกฎหมายเดิมที่ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข มีทั้งหมด 35 คน โดยตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ 4 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 5 คน ผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน 1 คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 คน ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ 3 คน ผู้แทนราชวิทยาลัยแพทย์เฉพาะทาง 4 คน ผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลป์สาขาต่างๆ 3 คน ผู้แทนคนทำงานภาคประชาชน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง 6 คน จะถูกปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอในมาตรา 48 ใหม่ ดังนี้ 1) ให้เพิ่มรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เท่ากับภาคราชการจะเพิ่ม 1 คน 2) ให้เพิ่มผู้แทนองค์กรวิชาชีพ จาก 5 คน เป็น 7 คน 3) ให้เพิ่มผู้แทนหน่วยบริการ ขึ้นมาอีก 7 คน 4) ให้ลดจำนวนผู้แทนองค์กรปกครงส่วนท้องถิ่น จาก 4 เป็น 3 คน 5) ให้เพิ่มผู้แทนราชวิทยาลัยแพทย์เฉพาะทาง จาก 4 เป็น 6 คน 6) ให้ลดจำนวนผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลป์สาขาต่างๆ จาก 3 เป็น 2 คน 7) ให้ลดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง จาก 6 เหลือ 4 คน ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้แทนภาคประชาชน มีจำนวนเท่าเดิม รวมทั้งหมดคณะกรรมการตามร่างใหม่จะมีจำนวน 43 คน............. 9. แก้ไขระเบียบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มี 2 ประเด็นย่อย คือ 1) แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 29 กำหนดให้ที่มาและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานไม่ต้องคืนคลัง เนื่องจากเกิดปัญหาบริหารเงินของสำนักงานฯที่ต้องส่งคืนคลัง จึงปรับแก้ให้ไม่ต้องส่งคืนคลังเมื่อเงินเหลือ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ 2)แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 32 ปลดล็อกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากเดิมที่ห้ามผู้ที่เป็นคู่สัญญาหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสำนักงานฯ เข้าเป็นเลขาธิการ ได้แก้ไขเพื่อเปิดให้ผู้ที่มีผลประโยชน๋ทับซ้อนในกิจการที่ไม่ได้แสวงหากำไรยังสามารถเข้าเป็นเลขาธิการได้ เพื่อเปิดกว้างในผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ........ ข้อกังวล 1: แยกเงินเดือนออกจากค่าเหมาจ่ายรายหัว กระทบการกระจายบุคลากร สำหรับประเด็นการแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายกันกว้างขวางในสังคม เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลว่า การแยกเงินเดือนของบุคลกรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวนั้นจะทำให้เกิดปัญหาการกระจายตัวของบุคคลากร ในรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยอัมมาร สยามวาลา เรื่อง "คนจน คนรวย 30 บาทรักษาทุกโรค" ระบุว่าการกระจายตัวของบุคคลากรทางสาธารณสุขส่วนหนึ่งนั้นมาจากแนวทางการลงทุนในการสร้างโรงพยาบาลในอดีตที่ใช้หลักเอาจำนวน 5 จังหวัดที่มีประชากรต่อเตียงมากที่สุด (ขีดความสามารถในการบริการรักษาพยาบาลจำกัด) มาเปรียบเทียบกับ 5 จังหวัดที่มีประชากรต่อเตียงน้อยที่สุด (หรือมีขีดความสามารถในการบริการมาก) ซึ่งมีความต่างกันถึง 6 เท่า แทนที่จะใช้ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่จึงทำให้การกระจายทรัพยากรของบุคคลากรอิงอยู่กับสถานพยาบาล กล่าวคือ ถ้าสถานที่ใดมีสถานพยาบาลหนาแน่น อัตราของบุคคลากรก็จะมากตาม ปัญหานี้ส่งผลกระทบมาถึงโครงการ 30 บาท ที่มีการเหมาจ่ายรายหัวรวมกับค่าจ้างของบุคลากร เพราะโครงการ 30 บาทจะคิดการเหมาจ่ายรายหัวโดยอิงความหนาแน่นของประชากรเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อย แต่มีบุคลากรมากก็จะทำให้เงินเหมาจ่ายรายหัวถูกนำไปใช้ในค่าจ้างของบุคลากรมาก และเหลือเป็นค่าใช้จ่ายบริการสุขภาพน้อย จึงเป็นที่มาของภาวะการขาดทุนของโรงพยาบาลหลายแห่งในปัจจุบัน แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็นในรายงานชิ้นนี้ คือ การลดอัตราของบุคลากรลงให้สมส่วนตามความหนาแน่นของประชากร ดังนั้นการแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากเงินเหมาจ่ายรายหัวนั้นไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ระบุไว้ข้างต้น ด้านนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นจุดที่มีความขัดแย้ง กระทรวงสาธารณสุขอยากให้เอาเงินเดือนทั้งหมดไปไว้ที่เขาเลย แล้วงบเหมาจ่ายรายหัวของ สปสช. ก็เอาไปจ่ายเฉพาะ ค่ายา ค่ารักษา ซึ่งสำนักงาน สปสช. เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เวลาคิดงบประมาณก็ต้องคิดต้นทุนค่าแรง และค่าใช้จ่ายทุกอย่างเบ็ดเสร็จด้วยกัน นิมิตร กล่าวว่า หลักการจ่ายเงินแบบเดิมถูกคิดมาเพื่อรับรองว่า หน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่จะสามารถให้บริการได้ตามจำนวนประชากร เพราะว่าใช้หัวเป็นประชากรกำกับงบประมาณและเงินเดือน เราก็จะมีหลักประกันว่า ถ้าเราไปที่โรงพยาบาลในเขตพื้นที่จะไม่ร้าง จะมีเจ้าหน้าที่ทำงานแน่ๆ เพราะให้เงินค่ารักษาบวกเงินเดือนบวกค่าแรงส่งไปด้วยกันแล้ว จะอ้างว่าไม่มีเงินจ้างหมอมาดูแลไม่ได้ ........... ข้อกังวล 2: ปรับบอร์ด สปสช. ทำลายหลักการแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการ ในประเด็นเรื่องของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นิมิตร์ เทียนอุดม มองว่า การปรับสัดส่วนคณะกรรมการฯ ให้มีตัวแทนจากฝ่ายผู้ให้บริการมากขึ้นนั้นเป็นการทำลายหลักการของหลักประกันสุขภาพที่มีวัตถุประสงค์จะแยกผู้ให้บริการและผู้ซื้อบริการออกจากัน การปรับให้ตัวแทนของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนออกจากการเป็นคณะกรรมการด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ใช่สภาวิชาชีพ และปรับให้ไปอยู่ในกลุ่มผู้แทนหน่วยบริการแทน ซึ่งตำแหน่งคณะกรรมการในกลุ่มผู้แทนหน่วยบริการนั้นมี 7 ตำแหน่ง อาจเป็นไปได้ว่าตัวแทนจากภาคเอกชนอาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ดังข้อสังเกตของ นพ. สันต์ ยอดใจศิลป์ ที่มองว่า การขอแก้ไขสเป็กและจำนวนคนที่จะนั่งเป็นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนของผู้แทนวิชาชีพขอเพิ่มตัวแทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามา ตัดตัวแทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชนออกไป เพิ่มผู้แทนสภาแพทย์แผนไทยเข้ามาหนึ่งคน และผู้แทนสภาวิชาชีพอื่นๆรวมกันอีกหนึ่งคน ตัดส่วนผู้แทนรัฐบาลท้องถิ่นออก เอาผู้แทนนักวิชาชีพสายแพทย์เข้ามา แปลไทยเป็นไทยได้สองข้อ คือ (1) อยากจะโละโรงพยาบาลเอกชนออกไป (2) นับไปนับมาแล้วที่นั่งฝ่ายหมอมีมากขึ้น แต่ที่นั่งฝ่ายคนไข้มีน้อยลง การมีรพ.เอกชนอยู่ในระบบสามสิบบาทเป็นตัวเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารที่ดี การบริหารโดยไม่การเปรียบเทียบแข่งขัน จะทำให้ประสิทธิภาพแย่ลงและสิ้นเปลืองเงินของระบบมากขึ้น สัดส่วนที่นั่งระหว่างหมอกับคนไข้ใครมากใครน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่มันเป็นเรื่องอ่อนไหว ............. ข้อกังวล 3: ไม่เพิ่มอำนาจให้ สปสช. จัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประเด็นการจัดซื้อยาของ สปสช. เป็นหัวข้อหนึ่งในการพิจารณาปรับแก้กฎหมาย แต่ผู้ร่างตัดสินใจให้คงไว้ตาม พ.ร.บ.เดิม และเปลี่ยนให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนหลักในการต่อรองการจัดซื้อยา เนื่องจากที่ผ่านมา สปสช. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดซื้อยา แต่ นพ. วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการ สปสช. มองว่า ควรแก้ไขกฎหมายให้อำนาจ สปสช. มีอำนาจในการจัดซื็อยา เพราะในระยะเวลา 10 ปี สปสช. สามารถต่อราคายา ทำให้ซื้อยาได้ในราคาที่ถูกลง ประหยัดงบประมาณได้ถึง 44,680 ล้านบาท ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาและการรักษาที่จำเป็นได้อย่างมีคุณภาพ และจากการตรวจสอบ สปสช. ก็ไม่พบการทุจริตใดๆ https://www.ilaw.or.th/node/4545
Anonymous • 2019-08-13, 11:25
"อย่าเอาโรงพยาบาลรัฐเป็นตัวประกัน"...........ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ............ "ถ้าจะตั้งคำถามว่า สถานะของโรงพยาบาลรัฐคืออะไร คำตอบก็คงจะมีหลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าใครตอบ.......... ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โรงพยาบาลรัฐเป็นหน่วยงานระดับล่างของรัฐที่ต้องทำงานตามนโยบายจากส่วนกลาง ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลถือเป็นหน่วยบริการที่มีหน้าที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพประชาชน ตามหลักการบริหารจัดการชุมชน......... โรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการทางสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน และมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในชุมชน ตามหลักการปกครอง โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้บริการดูแลสุขภาพเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเข้าถึงประชาชนให้บริการแทนรัฐบาลที่บริหารประเทศ ............ ตามหลักการพัฒนาสังคมโลก โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้มนุษย์เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ โรงพยาบาลเป็นองค์กรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิใช้บริการพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ตามหลักธรรมาภิบาล โรงพยาบาลต้องให้บริการประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ มีจรรยาบรรณในฐานะที่บุคคลากรของโรงพยาบาลเป็นผู้อยู่ในวิชาชีพ และคงมีอีกหลายสถานะที่จาระไนไม่หมด........ แต่มีสถานะหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นสถานะของโรงพยาบาลรัฐสำหรับบ้านเรา นั่นคือ สถานะของตัวประกัน....... ทำไมถึงบอกว่า โรงพยาบาลรัฐมีสถานะเป็นตัวประกัน............. คำตอบก็คือ โรงพยาบาลรัฐไม่มีอำนาจต่อรองใดๆกับหน่วยงานใด และแม้แต่กับประชาชน........... โรงพยาบาลรัฐถูกกำหนดโดยกฎหมายกว่าสิบฉบับให้เป็นผู้ให้บริการ แต่ไม่มีแม้ฉบับเดียวให้โรงพยาบาลมีอำนาจสั่งการใคร มีแต่รับคำสั่งและปฏิบัติตาม.......... เวลาเกิดคดีความในศาลถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคโรงพยาบาลโดยแพทย์พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถูกกล่าวห าต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ผิด ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายทั่วไปภาระพิสูจน์เป็นของผู้กล่าวหา .......... ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็ถือว่าทำผิด โรงพยาบาลรัฐแม้จะมีเงินได้ที่ถือเป็นรายรับเป็นเงินบำรุง แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินนั้นได้โดยตรง แต่ต้องขออนุมัติจากส่วนกลางตามระเบียบปฏิบัติ........... โรงพยาบาลได้รับงบประมาณจากรัฐบาลแต่จะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับองค์กรที่มีอำนาจเบิกจ่ายงบประมาณแทน โดยไม่มีสิทธิปริปาก โรงพยาบาลประกอบด้วยผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่การรักษาพยาบาลต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดย สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำการรักษา............ โรงพยาบาลขาดทุนจากการดำเนินการตามนโยบาย แต่ก็ต้องทนอยู่กับสภาวะขาดทุนที่ไม่มีใครช่วย...... โรงพยาบาลมีข้อพิพาทกับผู้ใช้บริการ บุคคลากรทางการแพทย์ก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดูเหมือนโรงพยาบาลจะเป็นกระโถนท้องพระโรงในทุกเรื่องอย่างที่คิดไม่ถึง............. โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการสั่งการตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้จะไม่เห็นด้วย ........... โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะมีทั้งกฎหมายและจรรยาบรรณค้ำคออยู่ ............ โรงพยาบาลไม่สามารถหารายได้จากการให้บริการโดยเก็บค่าบริการเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และบุคคลากรของโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบจากส่วนกลาง........... โรงพยาบาลรัฐเป็นเสมือนหนังหน้าไฟ เป็นด่านหน้าที่ติดต่อกับผู้ป่วยที่มาใช้บริการ แต่อำนาจของโรงพยาบาลที่จะจัดการปัญหาด้วยตนเองกลับทำไม่ได้............ ความไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลทำให้ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับใครได้โดยตรง แต่ต้องรับภาระเมื่อเกิดกรณีคู่สัญญาของกระทรวงผิดสัญญา และทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ไม่เคยมีผู้ป่วยหรือประชาชนตำหนิติเตียนองค์กรหรือส่วนกลางที่สั่งการให้โรงพยาบาลปฏิบัติงาน แต่โรงพยาบาลต้องรับคำตำหนิเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ ทำตามระเบียบบริหารงาน............ สถานะของโรงพยาบาลที่ไม่มีทางออกเช่นนี้ คงไม่ต่างกับสถานะของตัวประกัน หรือลูกไก่ในกำมือของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไม่สามารถหลีกหนีภาระงานได้ เพราะผู้มาใช้บริการเป็นคนเจ็บคนป่วย คนใกล้ตาย ถ้าไม่ดูแลแล้วจะให้ใครดูแล............. สภาพเช่นนี้เป็นสภาพของการถูกมัดมือชก ไม่มีปากมีเสียง ร้องไปก็ไม่มีคนฟัง มีแต่รองรับการสั่งการที่คนสั่งไม่ต้องทำ ไม่มีสิทธิโต้เถียง ความเป็นตัวประกันนี้คงจะยังอยู่กับโรงพยาบาลรัฐอีกนานเท่านานเป็นนกในกรงเหล็ก ไม่ใช่นกในกรงทอง เมื่อโรงพยาบาลทำดีก็ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่ถ้าโรงพยาบาลผิดพลาด ต้องรับผิดชอบเอง.......... โรงพยาบาลกว่าครึ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอยู่ในสภาวะขาดทุน เอาเงินบำรุงออกมาใช้จุนเจือเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลมีชีวิตที่ดีขึ้น โรงพยาบาลหลายแห่งพยายามรัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายแม้ว่าจะเป็นเรื่องจำเป็น และดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้............ โรงพยาบาลหลายแห่งขอเงินบริจาคสมทบจากประชาชน จัดการแข่งกีฬา จัดงานการกุศล และอีกหลายๆ อย่างเพื่อให้มีเงินเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งขอรับเงินช่วยเหลือจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลเช่นโครงการ ก้าวคนละก้าว ของคุณตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาลจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ และอีกมากมายหลายอย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่ควรเป็นงานของโรงพยาบาลเลย.............. เหล่านักรบในเสื้อกาวน์ทั้งหญิงและชายที่เป็นแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐต้องต่อสู้กับโรคภัยและอุบัติภัยที่เกิดกับประชาชน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงให้บริการรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยกะทันหัน คนยากคนจนที่ไม่เงินไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพง ต้องอยู่ในหน้าที่นี้............ แต่ อนิจจา พวกเขากลับไม่ใช่ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ แต่เป็นฐานะของคนที่ต้องทำตามหน้าที่ หน้าที่ ที่ไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องทำตามคำสั่งของนายจ้าง จนกว่าจะทนไม่ไหว. https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643829

ความคิดเห็นล่าสุด

...
harry williams
15 ชั่วโมง 7 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

...
harry williams
15 ชั่วโมง 7 นาที ago
กลับด้านบน