4 หน่วยงาน ร่วมเฉลิมพระเกียรติ พัฒนา ‘รพ.สมเด็จพระยุพราช’ เป็น รพ.แห่งความสุข

Sat, 2019-12-21 15:35 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สสส. ลงนามบันทึกข้อตกลงพัฒนาสิ่งแวดล้อมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่ง “โรงพยาบาลต้นแบบแห่งความสุข” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พร้อมด้วย นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสปีมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นายแพทย์สุขุม กล่าวว่า กว่า 40 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั้ง 21 แห่งได้ประกอบภารกิจสนองต่อแนวพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเป็นที่พึ่งของประชาชนยามเจ็บป่วย มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และให้เป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน โดยมีเป้าหมายพัฒนาโรงพยาบาลไปสู่ความเป็นเลิศในทุกด้าน ในโอกาสที่ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ทรงมีพระราโชบาย ที่จะ “นำพาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ผนวกเข้ากับการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน” จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชให้เป็น “โรงพยาบาลต้นแบบแห่งความสุข” มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะในชุมชนรอบโรงพยาบาล ผู้รับบริการ บุคลากรมีความสุข และเป็นโรงพยาบาลแห่งความสุข

โดยร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชให้มีภูมิทัศน์ที่สร้างความสุข พัฒนาเชิงกายภาพที่สอดคล้องกับผังแม่บทต้นแบบพื้นที่อยู่ดีมีสุขในโรงพยาบาล โดยมอบให้กลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำผังแม่บทและแผนพัฒนาเชิงกายภาพที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะของผู้ป่วย ชุมชน และบุคลากร เพื่อตอบรับกับความต้องการใช้พื้นที่ของโรงพยาบาล ซึ่งสำรวจพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้พื้นที่ทั้งผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่สูงสุด 5,900 คนต่อวัน

สำหรับการจัดทำแผนพัฒนากายภาพเพื่อใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร (Zoning) เชื่อมโยงกับการให้บริการ (Service Flow) ที่เป็นปัจจุบันและรองรับทิศทางขยายตัวในอนาคต ทั้งระบบสัญจร การเคลื่อนที่ของคน รถ กับระบบบริการต่างๆ (Circulation) ภายใต้การทำงานอย่างมีส่วนร่วม (Participatory) กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั้ง 21 แห่ง รองรับกิจกรรมตามประเพณีของพื้นที่ รวมถึงการใช้ชีวิตของบุคลากรที่จะต้องมีพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาวะ มีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพการทำงาน การบริการประชาชนและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

Comments

Submitted by ต้นแบบของการพัฒนา on
“หมอวัฒนา” รพร.ท่าบ่อ เผยจะไม่ยอมเป็นโรงพยาบาลตกขอบ ต้องตามวิวัฒนาการทางการแพทย์ให้ทันโลก หลังทีมแพทย์ประสบผลสำเร็จในการผ่าตัดตับด้วยกล้องวีดิทัศน์" ................................................................................................................................................................................................................ จากกรณีแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ได้ทำการผ่าตัดตับของผู้ป่วยที่มีชิ้นเนื้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนภายในตับข้างซ้าย จึงได้ทำการผ่าตัดตับข้างซ้ายออกทั้งหมดพร้อมกับถุงน้ำดี โดยใช้เวลาในการผ่าตัด 2 ชั่วโมง 30 นาที ผู้ป่วยเสียเลือดไป 100 มิลลิกรัม ซึ่งผลการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง ปรากฏว่าผลการผ่าตัดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมานั้นดีเกินคาด เพราะนอกจากแผลผ่าตัดจะเล็กแล้วหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผู้ป่วยสามารถหายใจได้เอง และสามารถย้ายเข้าห้องผู้ป่วยศัลยกรรมได้เลย ..................... ต่อมาแพทย์ที่ทำการผ่าตัดได้แชร์ภาพการผ่าตัดลงในโลกโซเชียล ทำให้มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เป็นจำนวนมาก ............ สำหรับการผ่าตัดที่ประสบผลสำเร็จดังกล่าวนั้น นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า ตอนนี้เทรนด์สมัยใหม่ ของการผ่าตัดเราจะเน้นในเรื่องของแผลผ่าตัดที่เล็ก หรืออาจจะไม่มีแผลผ่าตัดเลย เพื่อลดความเจ็บของแผลให้น้อยลง คนไข้นอนโรงพยาบาลสั้นลง ที่สำคัญคือออกจากโรงพยาบาลไปแล้วสามารถทำงานหรือทำงานหนักได้เลย ไม่ต้องรอพักให้แผลหายสนิท ซึ่งเมื่อสมัยก่อนนั้นเมื่อมีการผ่าตัดใหญ่ต้องรอพักฟื้นถึง 2 เดือน เพราะฉะนั้นเกษตรกรหรือผู้ใช้แรงงานจะมีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายและรายได้จากการหยุดงาน แต่ปัจจุบันการผ่าตัดนั้นเป็นรูแผลเล็กๆ ที่เรียกว่า Minimalist Century หรือการผ่าตัดให้มีแผลน้อยที่สุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทรนด์ของโลกปัจจุบัน ............... ดังนั้น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จึงได้มีการพัฒนาในเรื่องของการผ่าตัดโดยใช้กล้องวีดิทัศน์ เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยี ทันต่อเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ที่ทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เทคนิคดังกล่าว ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลของเราจะอยู่ห่างไกลความเจริญ แต่เราไม่อยากให้ เรา ทำตัวเหมือนโรงพยาบาลชายขอบที่ไม่มีความเจริญ ถ้าทั่วโลกเขารักษายังไง เราก็ต้องตามให้ทัน เพราะฉะนั้นการผ่าตัดตับโดยใช้กล้องวีดิทัศน์หรือที่เรียกว่า Minimal Invensive Century สมัยก่อนต้องผ่าตัดหน้าท้องผู้ป่วยให้เป็นแผลกว้าง ในปัจจุบันเราใช้กล้องและใช้อุปกรณ์สอดเข้าไปทำการตัดตับออกได้เหมือนกัน ไม่ต้องผ่าตัดให้มีแผลกว้าง คนไข้ก็จะได้รับประโยชน์ในเรื่องดังกล่าว ..................... สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดนั้น จะมีค่าใช่จ่ายเพิ่มของอุปกรณ์พิเศษ ในเรื่องของอุปกรณ์กล้อง ซึ่งก็ไม่แพงมากกว่าการผ่าตัดทั่วไป ในส่วนของโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาทเศษ แต่ในการผ่าตัดแบบกล้องนั้น เราก็จะขอให้ผู้ป่วยช่วยเหลือโรงพยาบาลในค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือในการผ่าตัดประเภทนี้ เราก็คิดค่าใช้จ่ายในอัตราเพิ่มขึ้นราว 3,000 บาท แต่ที่ประชาชนหรือผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์คือความรวดเร็ว ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด นอนโรงพยาบาลสั้นลง สามารถกลับไปทำงานได้เร็ว ทำให้มีรายได้ไม่ต้องสูญเสียเวลาการทำงานจากการพักฟื้นระยะยาว แต่ถ้าผู้ป่วยยากจนจริงๆ ทางโรงพยาบาลก็จะให้การรักษาเป็นกรณีพิเศษ เพราะอยากให้ประชาชนได้รับการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมและเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาจากทางโรงพยาบาล ............ สุดท้าย ต้องขอกราบขอบพระคุณพ่อ แม่ พี่ น้อง ประชาชนที่ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลมาเป็นอย่างดี กว่าที่เราจะพัฒนามาเป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพได้จนถึงปัจจุบันนี้ ลำพังโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ หรือแพทย์ ไม่สามารถที่จะทำได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อ แม่ พี่ น้อง ชุมชน เครือข่าย สื่อมวลชนและพันธมิตรของโรงพยาบาลที่ให้การสนับสนุน จนทำให้โรงพยาบาลของเรามีชื่อเสียง มีความมั่นใจ เป็นที่รู้จักของสาธารณชนหรือคนไข้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศลาว เราซาบซึ้งน้ำใจและกราบขอบพระคุณทุกท่าน แม้ว่าโรงพยาบาลจะขาดแคลนในเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งจะต้องมีงบประมาณในการจัดซื้อจัดหาเพื่อนำมารักษาพยาบาลผู้ป่วย บางทีก็ต้องมีการระดมทุน หรือขอความช่วยเหลือจากชุมชน ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผู้อุปการคุณของโรงพยาบาลด้วยดีเสมอมา นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กล่าว. ที่มา https://siamrath.co.th/n/95598

Submitted by Anonymous on
โครงการการพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทัวประเทศ 21 แห่ง รวมถึงโครงการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ทั่วประเทศให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับโรงพยาบาลทั่วไปประจำจังหวัด พัฒนาให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากลอย่างยั่งยืนนั้น ........ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว เป็นกรณีศึกษาที่รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ควรจะได้ถือเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน ในการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ประจำอำเภอทั่วประเทศรวมถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกแห่งให้มีศักยภาพ คุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล ระดับนานาชาติ เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในชนบททั่วประเทศได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น มีความสุขมากยิ่งขึ้น

Submitted by ต้นแบบ รพร.สร้า... on
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย นพ.ภักดี สืบนุการณ์ คุณหมอนักปั่น ‘ใช้จักรยานทำงาน-สร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน’ -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้วที่คุณหมอนักปั่น นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย ใช้งานอดิเรกที่รัก มาเชื่อมกับงานประจำที่ทำ ทำให้ได้ทั้งงาน และความสุขไปพร้อมๆ กัน จนกระทั่งสามารถตั้งเป็นชมรมให้คนรักสุขภาพที่อำเภอด่านซ้าย ได้ใช้จักรยานเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีตามไปด้วย “ในวัยเด็กเราเชื่อว่าการได้ขี่จักรยานออกเป็นนั้น เป็นเสรีภาพ มีความเป็นอิสระมากๆ ที่สนุกสำหรับเรา ที่เป็นเด็กในวันนั้น ทำให้ตนเองชื่นชอบการขี่จักรยานเรื่อยมา” ผอ.รพ.สมเด็จยุพราชด่านซ้าย เล่าที่มาของการเป็นคุณหมอนักปั่น ที่ใช้งานอดิเรกมาช่วยทำงานประจำต่อไปว่า ตอนมาอยู่ที่ด่านซ้ายใหม่ๆ ไม่มีอะไรทำ เวลาว่างเยอะจึงขี่จักรยานมาทำงานทุกวัน บางคนก็มองว่าทำไม หมอถึงไม่ใช้รถยนต์เหมือนคนอื่นบ้าง แต่ด้วยความชอบในการขี่จักรยานจึงได้แนะนำให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมีขี่จักรยานด้วยกัน จากกลุ่มเล็กๆ ก็ขยายออกไปเรื่อยๆ จนสามารถตั้งเป็นชมรมได้ นพ.ภักดี เล่าว่า เราเริ่มกันจากจักรยานแม่บ้านคันละไม่กี่พันบาท แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ส่วนมากเป็นภูเขา มีทางลาดชันเป็นจำนวนมาก ทำให้ใช้ไม่นานมันก็พังต้องซ่อมอยู่เป็นประจำ จึงลองดูว่าจักรยานแบบไหนที่ทนและเหมาะกับเส้นทางของด่านซ้ายคำตอบที่ได้คือเสือภูเขา จึงได้เสาะหาร้านค้าที่จำหน่ายจักรยานเสือภูเขาในราคาที่ไม่แพงมากนัก ซื้อจักรยานมาให้เจ้าหน้าที่ หรือญาติผู้ป่วยได้หยิบยืมจักรยานไปขี่ซื้อข้าวของเครื่องใช้เวลามาทำงาน หรือเยี่ยมผู้ป่วย ซึ่งได้รับการตอบสนองที่ดี จึงเกิดมาเป็นโครงการ “ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ เมืองด่านซ้าย” ขึ้นมา ในปี 2552 โครงการดังกล่าว มิได้ตั้งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ในชมรมยังมีการจัดสวัสดิการให้สำหรับเจ้าหน้าที่หรือประชาชนที่ต้องการจะมีจักรยานดีไว้ใช้ ด้วยระบบผ่อนจ่ายอีกด้วย นี่คืออีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะดึงเจ้าหน้าโรงพยาบาลและประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานได้อีกทางหนึ่ง และยังมีจักรยานยืมให้นักเรียนแพทย์ทุกคนที่มาเรียนที่นี่ และยังมีจักรยานให้ยืมสำหรับบุคคลทั่วไปที่อยากลองปั่นเสือภูเขา แต่ว่าไม่ใช่จะให้ทุกคนเพราะว่าก็กลัวจะหายเหมือนกัน เพียงแค่ใครสักคนในโรงพยาบาลเป็นหลักประกันให้ก็สามารถยืมได้ นพ.ภักดี เล่าว่า หลังจากพวกเขาติดจักรยาน เวลามีประชุมจะบอกว่าใครมีโครงการจักรยานอะไรก็มาเสนอได้ แต่ละคนก็นำมาเสนอส่วนใหญ่ก็อนุมัติ อาทิ มีโครงการของฝ่ายที่ดูแลเรื่องสุขภาพความอ้วนง่ายๆ แค่คุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ทางโรงพยาบาลจะให้จักรยานเสือภูเขามูลค่าหนึ่งหมื่นสองพันบาทฟรี แต่มีเงื่อนไขว่าภายในสามเดือนคุณต้องลดน้ำหนักได้สองกิโล แต่ถ้าไม่สามารถจะโดนปรับสองพันบาทและยึดจักรยานคืน มูลค่าฟังดูเยอะใช่ไหมครับ แต่หมอคำนวณแล้วละว่าค่ายาสำหรับโรคเบาหวานปีหนึ่งรัฐก็ต้องจ่ายหมื่นกว่าบาทเหมือนกัน และยังต้องจ่ายต่อเนื่อง ที่นี่คนเป็นโรคเบาหวานเยอะมากครับ หมอพยายามจะลดการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโดยให้เขามีสุขภาพแข็งแรง นพ.ภักดี กล่าวว่า ทุกวันนี้ในชมรมมีสมาชิกมากว่า 200 คนมีตั้งแต่อายุ 8-65 ปีขึ้นไป จะรวมตัวกันขี่จักรยานอย่างน้อยสัปดาห์ละครึ่งครั้ง จะขี่ไปตามเส้นทางต่างในอำเภอ และเพื่อไม่ให้การขี่จักรยานสูญเปล่า ตนและสมาชิกจะขี่จักรยานไปเยี่ยมตามบ้านผู้ป่วยด้วย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ดูเรื่องสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไปด้วย ผลที่ได้นอกจากตัวเราและสมาชิกจะมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับชาวบ้านเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การที่ตัวเราเป็นแบบอย่างทีดีของการออกกำลังกายนั้น จึงทำให้การชักชวนให้ชาวบ้านออกกำลังด้วยการขี่จักรยานเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ผลพวงที่มีตามจากการต่อยอดของชมรม คือ เราได้มีการนำเด็กที่คาดว่า จะเป็นหัวโจ๊กของโรงเรียน เด็กที่เรียนไม่ดี หรือไม่ได้เรียน มาเข้ารับการอบรมให้เป็นอาสาสมัครกู้ชีพ มาช่วยงานเบื้องต้นให้โรงพยาบาล ซึ่งเป็นการสร้างกำลังใจ สร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก จากเดิมที่พวกเขาไม่เคยมีความภูมิใจในตัวเอง ถูกสังคมมองว่าเป็นตัวปัญหาด้วยซ้ำไป เมื่อพวกเขาเหล่านี้ได้มาทำงานตรง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม และไม่ทำตัวให้เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคมอีกต่อไป “ทำให้เราได้ทั้งความสุขจากการขี่จักรยาน แถมยังได้งานอีก ทำให้เรารู้ได้ว่า ประชาชนคนพื้นที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพในด้านบ้าง จึงง่ายต่อการวางแนวทางการป้องกันโรคได้อีก เชื่อหรือเปล่าว่า ทุกครั้งที่ขี่จักรยานออกเยี่ยมชาวบ้าน เย็นวันนั้นแถมจะไม่ต้องซื้อของมาทำกับข้าวเลย เพราะแต่ละบ้านจะนำผลผลิตที่ตัวเองปลูกไว้ตัดมาให้เป็นของติดไม้ติดมือมาทุกครั้ง” นอกจากนี้ นพ.ภักดี ยังกล่าวว่า การทำงานสุขภาพให้ได้ผลดี เราจะต้องนำครอบครัวของเราไปทำงานด้านนี้ด้วยกัน โดยทุกครั้งที่มีโอกาสตนจะพาครอบครัวไปขี่จักรยาน ระหว่างทางจะมีการพูดคุยกัน ออกเยี่ยมชาวบ้านด้วยกัน ซึ่งเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้กับคนในครอบครัว หัวใจของการทำงานของตนเองคือ จะต้องเป็นการเรียนรู้และเข้าใจคนท้องถิ่นอย่างคนใน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี https://www.hfocus.org/content/2014/10/8430

Add new comment