สธ.สั่งตั้งวอร์รูมทั่วประเทศ รับมือ “ไข้อู่ฮั่น” หลังเริ่มพบเคสเข้าเกณฑ์สอบสวนใน ตจว.

Thu, 2020-01-23 12:09 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สธ.สั่งตั้งวอร์รูมทั่วประเทศ รับมือ “ไข้อู่ฮั่น” หลังเริ่มพบเคสเข้าเกณฑ์สอบสวนในต่างจังหวัด ยืนยันต้นตอยังมาจากอู่ฮั่น ‘ผู้แทนองค์การอนามัยโลก’ เชื่อไทยจะเจอเคสเพิ่ม แต่มั่นใจเอาอยู่ ‘อนุทิน’ เผยองค์การอนามัยโลกเรียกถกสถานการณ์ แต่ยังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญไวรัส ระบุ ระยะฟักตัว 2-14 วัน ส่วนการกลายพันธุ์เป็นไปได้ อาจะทำเชื้อรุนแรงขึ้น หรือลดลง

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกระทรวงและกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมทางไกล ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนส์ ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ เพื่อมีข้อสั่งการเรื่องมาตรการควบคุมป้องกันโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทั้งนี้โดยมีผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยร่วมประชุมด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ในประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 4 ราย ทั้ง 4 ราย เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น แบ่งเป็นเป็นนักท่องเที่ยวจีน 3 ราย ที่ตรวจพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในจำนวนนี้มี 2 รายรักษาหายและส่งตัวกลับประเทศจีนแล้ว อีกหนึ่งรายเป็นชายอายุ 68 ปี อยู่ระหว่างการดูแลในห้องแยกโรคสถาบันบำราศนราดูร รอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (แลป) จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากหายและปลอดเชื้อแล้วจะจะอนุญาตให้กลับบ้านได้

ส่วนรายที่ 4 เป็นหญิงไทยอายุ 73 ปี ติดเชื้อหลังจากเดินทางกลับมาจากอู่ฮั่น ประเทศจีน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดูแลในห้องแยกโรค รพ.นครปฐม อย่างไรก็ตาม จากการตรวจผู้ญาติและผู้ร่วมเดินทางไม่พบว่ามีใครติดเชื้อจากผู้ป่วยที่เราดูแลอยู่แต่อย่างใด ดังนั้นยังถือเป็นข่าวดีว่าเป็นสิ่งที่เรายังควบคุมได้ ตามมาตรฐานสากลทุกอย่าง และพยายามปรับตัวรับกับโรคติดต่อต่อไป โดยการรักษาผู้ป่วยทั้ง 4 ราย ไทยให้การรักษาฟรี แม้จะเสียเงินมากแต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง ซึ่งจริง ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ให้นโยบายให้เราให้ข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน สำหรับกระแสข่าวพบผู้ป่วยอีก 1 รายที่เชียงใหม่นั้น ตรวจสอบยืนยันแล้วว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่มีเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ตนได้รับการประสานงานจากผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ประจำกรุงเจนีวาโทรศัพท์มาชื่นชมมาตรการรับมือโรคติดต่อของไทย และเชื่อมั่นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ยังได้ขอให้ไทยเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ออกมาให้มากที่สุด รวมถึงตัวอย่างเชื้อเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรคของประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 เวลา 18.00 น. องค์การอนามัยโลกได้มีการประชุมทางไกลร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขไทยและอีกหลายประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกัน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พบผู้ป่วยที่เมืองอื่น ๆ ของจีนนั้นเรียนว่าตอนนี้ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะมาจากเมืองใดของประเทศจีน ได้รับการแจ้งเตือนจากไทยเกี่ยวกับระบบการควบคุมป้องกันโรค หากเจ็บป่วย โดยขอความร่วมมือไปยังบริษัททัวร์ต่าง ๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าขณะนี้ ทุกอย่างเป็นปกติและยังไม่มีมาตรการหรือข้อจำกัดในการเดินทางขอแค่อย่าอยู่ใกล้ผู้ป่วย ส่วนประชาชนที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น หากมีไข้ ปวดหัว มีอาการคล้ายไข้หวัดขอให้รีบมาพบแพทย์ อย่าเพิ่งซื้อยากินเองในช่วงนี้ ซึ่งเราได้กำชับสถานพยาบาลทั้งรัฐ และเอกชนทั้งหมดแล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรค มาให้เร็วมีโอกาสในการรักษาหายได้

ด้าน นพ.สุขุม กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งให้แต่ละจังหวัดตรวจคุณภาพห้องแยกโรคความดันเป็นลบใน รพ.ทุกจังหวัด แล้วพบว่ามีความพร้อมใช้งานทุกแห่ง และเนื่องจากตอนนี้เพิ่มพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคในต่างจังหวัด จึงขอเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อรองรับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จากระดับกรมเป็นระดับกระทรวงและขอให้เขตสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด เปิดศูนย์ฯ ระดับจังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และระบบส่งต่อ รวมถึงการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยให้ดำเนินการตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น การสอบสวน การคัดกรองโรค และการเก็บสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังที่สนามบิน โดยให้มีการรายงานความคืบหน้าทุก 24 ชั่วโมง แต่หากพบเคสผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคให้รายงานส่วนกลางทันที

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประชาคมโลกเมื่อพบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมาก องค์การอนามัยโลกจะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศ ซึ่งหากมีการประกาศประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะต้องมีการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคเข้มข้นขึ้น เหมือนกับการระบาดของโรคไข้เลือดออกอีโบลา โดยในการประชุมองค์การอนามัยโลกกับประเทศต่าง ๆ ในเย็นวันนี้ก็จะพิจารณาประเด็นทางเทคนิค

ด้าน นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค และผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูลที่มีตอนนี้ ที่เรารู้คือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อยู่ในกลุ่มที่มีความใกล้เคียงกับโรคซาร์ส แต่โรคซาร์สกว่าเราจะรู้ตัวใช้เวลาหลายเดือนและมีคนเสียชีวิตเป็น 10 ราย แต่เชื้อใหม่นี้ ยังมีข้อจำกัดที่เมืองอู่ฮั่น ส่วนกรณีที่พบผู้ป่วยในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นก็มีประวัติเดินทางไปอู่ฮั่นทั้งสิ้น ทั้งนี้ สถานการณ์ที่จีนตอนนี้มีผู้ป่วย 321 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15-89 ปี ทั้งนี้กรณีการติดต่อจากคนสู่คน พบว่ามี 15 คน ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยในจำนวนนี้มีอาการรุนแรง 1 ราย ส่วนระยะฟักอยู่ตัวที่ 2-14 วัน ส่วนกรณีการเปิดเผยว่าเชื้อนี้มีการกลายพันธุ์นั้น ก็ยังไม่แน่ชัด แต่การกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาจจะทำให้รุนแรงขึ้น หรือรุนแรงลดลงก็ได้

“ส่วนความรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะรุนแรงแค่ไหนยังตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็ต้องให้อยู่โรงพยาบาล และถ้าดูจากผู้เสียชีวิตในจีน เทียบกับผู้ป่วยที่ไทยดูแลตอนนี้ จะเห็นว่าของเรารักษาหาย ก็คือรุนแรงน้อยกว่า แต่ถ้ามองในทางปฏิบัติคือคนที่จะขึ้นเครื่องบิน เดินทางได้คือเขามีอาการปกติ ส่วนผู้ป่วยที่จีนอาจเพราะป่วยมาก และที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้สูงอายุและมีแนวโน้มมีโรคประจำตัว ซึ่งปกติคนสูงอายุจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ ร่างกายอ่อนแอ” นพ.ทวี กล่าว และว่าหากองค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศจะทำให้หลาย ๆ ประเทศมีการตรวจคัดกรองมากขึ้น ซึ่งการตรวจมากก็จะทำให้เจอมาก ถ้าไม่ตรวจก็ไม่เจอเคส ดังนั้นของไทยก็จะซึมไปเรื่อย ๆ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครวมทั้งหมด 38 ราย ตอนนี้ยังเหลือที่ดูแลอยู่ในห้องแยกโรคฯ 10 ราย มีการยืนยันป่วย 4 ราย ซึ่งหายและกลับประเทศจีนแล้ว 2 ราย อีก 1 รายยังอยู่ที่สถาบันบำราศฯ อีก 1 รายอยู่ที่ รพ.นครปฐม ซึ่งสามารถดูแลได้ไม่จำเป็นต้องส่งต่อมาที่สถาบันบำราศฯ

ด้าน นพ.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังศึกษาการระบาด ความรุนแรง และการติดต่อจากคนสู่คน ของโรคนี้ ซึ่งยังไม่สามารถสรุปแน่นอนได้ แต่อนุมานว่าการติดเชื้อจากคนสู่คนนั้นเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกขอชื่นชมความรวดเร็วของระบบการควบคุมป้องกันโรคของประเทศไทย สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ลงทุนกับบุคลากรรวมถึงระบบในการดูแลคนไข้แม้ว่าจะเสียค่ารักษาแต่ก็คุ้มค่าที่ทำให้สามารถรักษาสถานะและควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจะต้องเจอผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถล็อคไว้ได้ทุกราย รักษาได้ทุกราย

Add new comment