เงินบัตรทองหาย 2.4 พันล้าน หลังรัฐบาลโยกเข้างบกลาง

Wed, 2020-04-22 21:00 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ โวย มติ ครม.ดึงงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาทคืนมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ข้องใจหั่นงบรักษาพยาบาลประชาชนช่วงวิกฤติโรคระบาดวิด-19 ทั้งที่ควรจะเพิ่มให้ด้วยซ้ำ หวั่นกระทบ สร้างภาระการเงิน รพ. ทั่วประเทศ

กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ในการประชุมพิจารณาเรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยในส่วนของงบประมาณกองทุนหมุนเวียนได้มีมติตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรืองบ “บัตรทอง” จำนวน 2,400 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ... นั้น

วันนี้ (22 เม.ย. 2563) นายนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ตามหลักการรัฐบาลไม่ควรตัดหรือดึงงบจากหน่วยงานต่างๆ คืน เพราะทุกแห่งต่างได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างจำกัด ภายใต้เหตุผลและแผนดำเนินงานในแต่ละปี ที่สำคัญตามแนวทางดึงงบคืนนั้น ก็ระบุชัดว่าต้องไม่ส่งผลกระทบกับเงินในสัดส่วนที่ใช้สำหรับรัฐสวัสดิการ ดังนั้น การที่ ครม. มีมติตัดงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นงบที่ใช้รักษาพยาบาลประชาชนไปถึง 2,400 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการตัดลดงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง ในส่วนของ “เงินค่าแรง” ซึ่งสัดส่วนที่จะหายไปคิดเป็นกว่า 40% เลยทีเดียว หากเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ เมื่อได้เงินน้อยลงก็ยิ่งสร้างภาระด้านการเงิน และหากโรงพยาบาลไม่สามารถหางบเพิ่มเติม เพื่อบริหารจัดการภายในได้ ก็จะส่งผลต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

“สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือใช้เงินจากงบกลาง หรืออาจใช้วิธีการกู้เงินเข้ามาเพิ่มเติม เพราะเป็นก้อนที่ไม่กระทบหรือมีภาระผูกพันกับการบริหารงานของหน่วยงานใดๆ ยิ่งภาวะการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในขณะนี้ ถือเป็นภาระหน้าที่หลักของโรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุข จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาตัดลด หรือดึงงบประมาณคืน เพราะจะยิ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่องบประมาณบริหารงาน ที่ในภาวะปกติก็มีอยู่อย่างจำกัด และเงินทุกก้อนมีเหตุผลต้องใช้จ่าย ตามกรอบงบประมาณ ที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีอยู่แล้ว” นายนิมิตร์ กล่าว

ด้าน นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า มติ ครม. ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ในภาวะการแพร่ระบาดโควิด-19 และการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการการแถลงข่าวจากศูนย์โควิด ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ว่า ขณะนี้มีมติตัดลดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งส่วนตัวเมื่อทราบเรื่องค่อนข้างตกใจ เพราะถือเป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรักษาพยาบาลคนไทย และในภาวะการแพร่ระบาดรุนแรงเช่นนี้ ไม่ควรถูกตัดลดงบประมาณลง กลับกันควรได้รับงบสนับสนุนเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้คาดว่าในการประชุม บอร์ด สปสช. ต้นเดือนหน้า น่าจะมีการหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาเข้าสู่วาระการหารือและสะท้อนกลับไปยังรัฐบาล เนื่องจากเงินที่ถูกตัดไปและนำไปกันเป็นงบฉุกเฉิน ก็ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่า เงินก้อนนี้จะถูกนำไปจัดสรรอย่างไร และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะได้รับกลับมาหรือไม่

“ค่อนข้างตกใจว่าทำไม ครม.ถึงมีมติดึงเงินรักษาพยาบาลประชาชนกลับคืนไปถึง 2,400 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลย แทนที่ในฐานะกองทุนที่มีบทบาทรักษาพยาบาลผู้ป่วย กลับต้องได้รับจัดสรรหรืออุดหนุนงบประมาณเข้ามาเพิ่มเติมด้วยซ้ำ แต่นี่กลับถูกตัดลดงบประมาณลง และในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโควิด-19 โดยตรง ในปีงบประมาณหน้าอาจต้องเพิ่มงบให้ด้วยซ้ำไป ไม่เฉพาะงบบัตรทองเท่านั้น แต่รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย ก็สมควรได้รับงบเพิ่มเติม เพื่อต่อสู้กับวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในครั้งนี้” นางสุนทรี กล่าว

เอกสารประกอบ: 

Comments

Submitted by พูดไม่หมด on
17 มี.ค.63- นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง 17,310 ล้านบาท สำหรับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง โดยส่วนแรก สำหรับแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 นั้น รวมทั้งสิ้น แบ่งเป็น 1.ส่วนราชการ 9,002 ล้านบาท โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดทั้งสิ้น 5,488 ล้านบาท โดยส่วนงานของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับ 1,551 ล้านบาท กรมควบคุมโรค 520 ล้านบาท สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 3,260 ล้านบาท .......https://www.thaipost.net/main/detail/60059 อีก 14 วันต่อมา ..... 1 เมย.63 "“อนุทิน” ลงนามเกณฑ์จ่ายชดเชยค่าบริการโควิด-19 ให้ รพ.เดินหน้าดูแลประชาชนเต็มที่"" Wed, 2020-04-01 16:20 -- hfocus Print this pagePrint this page สปสช.ออกหลักเกณฑ์จ่ายชดเชยค่าบริการให้แก่หน่วยบริการ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จ่ายค่าแล็บไม่เกิน 3,000 บาท/ครั้ง ค่ายาไม่เกิน 7,200 บาท/ราย เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลดูแลรักษาประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ......... https://www.hfocus.org/content/2020/04/18849 งบฯกลางฯ สำหรับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 ในส่วนที่ สปสช.ได้รับจำนวน 3,260 ล้านบาท นำมาเข้ากองทุนบัตรทอง ต้องยอมรับว่าไม่ใช่งบฯกองทุนบัตรทองมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ แต่เป็นงบฯกลางฯ ที่ ครม.เพิ่งอนุมัติมาเมื่อ 17 มีนาคม 2563 สำหรับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะ ..... ตอนนี้ สปสช.ได้จัดสรรงบฯ ส่วนนี้ไปให้เป็นค่าใช้จ่ายให้แก่โรงพยาบาลหน่วยบริการต่าง ๆ ในการต่อสูกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 ไปแล้วจำนวนเท่าไหร่ กี่บาท? ..... หรือว่า ณ เวลาปัจจุบัน งบฯจำนวน 3,260 ล้านบาท นี้"ส่วนใหญ่"ก็ยังกองอยู่ที่กองทุนบัตรทอง ที่ สปสช.? .... ถ้าหากงบ 3,260 ล้านบาท"ส่วนใหญ่"ยังกองอยู่ที่กองทุนบัตรทอง ที่ สปสช.ก็สมควรแล้วที่มติ ครม.จะเรียกคืนจำนวน 2400 ล้านบาท เพราะทุกวันนี้จำนวนคนป่วยCOVID-19 ก็มีแนวโน้มลดลง ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันก็มีแนวโน้มลดจำนวนลง ..... แล้วจะกองเงินงบฯกลางนับพันล้านบาทไว้ที่กองทุนบัตรทอง ที่ สปสช.ไว้ทำไม นำเอาไปใช้อย่างอื่นที่จำเป็นต้องใช้อย่างเร่งด่วนก่อนไม่ดีกว่าหรือ เช่น นำไปจัดซื้อชุด PPE หน้ากากอนามัย หน้ากากN95 ไปแจกจ่ายป้องกันการติดเชื้อฯให้แก่บุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุข อสม. ด่านหน้าทุกคนทั่วประเทศที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับวิกฤตCOVID-19 อยู่ในทุกวันนี้ ให้เพียงพอไม่ขาดแคลนในการปฏิบัติงานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฯ

Add new comment