'หมอเฉลิม' กับอนาคตของ วงการแพทย์ไทย

Sat, 2013-03-30 13:53 -- hfocus
Print this pagePrint this page

 

น.พ.เฉลิม หาญพานิชย์ ประธานและซีอีโอ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับาฐานเศรษฐกิจำ ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการแพทย์ไทย เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 และแนวโน้มของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศ

ผลกระทบที่จะเกิดข้นกับการแพทย์ไทยเมื่อมีการเปิด AEC และแนวโน้มโรงพยาบาลเอกชน จะเป็นอย่างไร

เมื่อ AEC เกิดขึ้น การลงทุนและเงินต่างประเทศจะเข้ามาลงทุน โรงพยาบาลไทยจำเป็นต้องรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้นเรียกว่า "Multi Hospital System" ซึ่งจะทำให้กลุ่มการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลำบากมากขึ้น เนื่องจากการเจริญเติบโตของกลุ่มโรงพยาบาล มี 2 แบบ คือการเข้าไปซื้อกิจการ กับสร้างโรงพยาบาลใหม่ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มโรงพยาบาลอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14 กลุ่ม มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ทำให้การดำเนินการธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศค่อนข้างที่จะซับซ้อนมาก จึงทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ ที่คิดจะลงทุนในธุรกิจประเภทนี้อยู่น้อย

ส่วนโรงพยาบาลเดี่ยวๆ ขนาดเล็ก จะต้องปรับตัว ถ้าไม่รวมตัวกัน ต้องหันไปจับตลาดเฉพาะทาง หรือ "Niche Market" มากขึ้น เช่น โรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญโรคเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งต้องปรับตัวทำให้คนที่จะมาใช้บริการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นถึงจะสามารถอยู่รอดได้

เนื่องจากการแพทย์ของประเทศเรามีจดแข็งอยู่ 3 ประการคือ 1. แพทย์มีความสามารถสูง 2. ราคาไม่สูง และ 3. มีการรับรองคนไข้ที่ดี จึงทำให้เมื่อมีการเปิด AEC จะมีการไหลเวียนของประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น เป็น 600 ล้านคน แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องยังมีข้อกำจัดทางการแพทย์อยู่หลายประการ

ข้อจำกัดของการแพทย์ไทยที่ผ่านๆ มามีทางด้านไหนบ้าง

ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากร ทางการแพทย์อยู่มาก ปัจจบันแพทย์ไทยมี 3 คนต่อ 1 หมื่นคน เป็นอันดับ 7 ของประเทศอาเซียน ซึ่งยังน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนแพทย์ 20 คนต่อ 1 หมื่นคนอยู่มาก บวกความต้องการทางการแพทย์ที่มากขึ้น นอกจากการรับรองประชากรในประเทศแล้ว ยังมีจำนวนผู้สูงอายุและนักท่องเที่ยว ทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น

จุดอ่อนอีกจุดหนึ่งของประเทศ ไทย คือโรงพยาบาลต่างๆนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์เกือบ 100% ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยมีวัตถุดิบในการผลิตอยู่แล้ว ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีระบบการค้นคว้าที่ชัดเจน ไม่มีการสร้างนวัตกรรมการแพทย์ของเราเอง ไม่มีระบบการเก็บคลังสุขภาพ ทำให้เวลาเกิดปัญหาเครื่องมือทางการแพทย์ขาด แคลนจะทำให้ไทยประสบกับปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ประเทศไทยประสบกับปัญหาน้ำเกลือขาดแคลนเนื่องจากโรงงานน้ำเกลือปิดไป 3 แห่ง

จากผลการสำรวจประเทศไทยมีจำนวนหมอที่ประจำการเพียง 2 หมื่นคน และเราสามารถผลิตแพทย์ได้เพียง2 พันคนต่อปี ซึ่งปัญหาเช่นนี้ต้องการที่จะให้ทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานรับรู้ความต้องการของประเทศและมองปัญหาภาพใหญ่ภาพเดียวกัน

การแพทย์ไทยจำเป็นต้องปรับตัวด้านใดบ้าง

รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันการแพทย์ให้พร้อมสู่การรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยใช้ 3 กลยุทธ์ คือ 1. มีผลิตบุคลากรทางด้านสาธารณสุขให้เพียงพอ แหล่งผลิตเราดีหมอคนต่อคนนี่เราเก่ง เป็นที่ยอมรับได้ แต่จำนวนมันน้อย ในความเป็นจริงแล้วการแพทย์ไทยมีแหล่งผลิตที่มีคุณภาพอยู่หลายแห่ง เช่น  มหาวิทยาลัยการแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทางรัฐก็ต้องไปสนับสนุนแหล่งผลิตให้เพิ่มจำนวนผลิตที่คุณภาพดี จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งผลักดันการเป็น "Medical Educational Hub" ศูนย์การศึกษาทางการแพทย์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นไปผลิตบุคลากรในประเทศ และสามารถจะเป็นผู้นำในทางศึกษาทางการแพทย์ในกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามได้ 2. ประเทศไทยควรจะมีงบค้นคว้าและพัฒนา หรือวิเคราะห์วิจัยให้มากขึ้น สิ่งที่เรากำลังเสนอว่าอะไรบางอย่างที่เป็น R&D เพื่อมา supply สิ่งที่ต้องใช้จริงเพราะในกลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ทาง การแพทย์ เช่น ถุงมือยาง เตียงไฟฟ้า เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ 3.ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพหรือ "National Health Authority" ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องตั้งทีมบริหารระดับหัวแถวมาบริหารจัดการระบบสุขภาพเป็นแบบองค์รวม ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วจะมีตัว แทนกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณ สุข กรมบัญชีกลางมาบริหารกองทุนผู้ซื้อบริการ และกระทรวงศึกษาธิ การเข้ามารับรู้ถึงจำนวนความต้อง การของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตามหากประเทศ ไทยไม่สามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์ได้ทัน มีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการจ้างแพทย์จากกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์เป็นต้น แต่แพทย์เหล่านี้ต้องผ่านสอบใบประกอบโรคศิลป์ที่เป็นภาษาไทยได้เสียก่อน

การเปิด AEC จะมีผลต่อระบบการประกันสุขภาพอย่างไร

ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีมากขึ้นและแรงงานที่จะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น รัฐ บาลควรผลักดันเรื่องประกันสุขภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ อย่างนักท่องเที่ยวสูงอายุ ที่จะมาอยู่ long stay ว่ามีการทำประกันสุขภาพอย่างไร ต้องเป็นบริบทที่ชัดเจน ทุกคนต้องมีเจ้าภาพผ่านองค์กรพวกนี้หมด รัฐบาลสามารถที่จะจัดเตรียมให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ จะผ่านกองทุนพื้นฐานในประเทศหรือไปบริษัทประ กันของเอกชนก็ได้ เพื่อที่โรงพยาบาลจะไม่ประสบปัญหาการเก็บเงินที่ไม่เป็นระบบ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 31 มี.ค. - 3 เม.ย. 255