เปิดต้นแบบยุทธศาสตร์ชาติ ส่งเสริมการใช้ยา “สมเหตุผล”

“ยารักษาโรค” เป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่ทุกคนเกี่ยวข้องตลอดทุกช่วงชีวิต แต่ถึงแม้จะคุ้นชินเพียงใดก็ยังพบการใช้ยาที่ “ไม่สมเหตุสมผล” ให้เห็นอยู่เสมอ

ปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลงลึกในระบบสาธารณสุขไทย ก็คือ “การใช้ยา” ไม่ว่าจะเป็นการสั่งยาไม่สมเหตุผลโดยแพทย์ การซื้อยารับประทานเองตามความเชื่อ หรือพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ถูกต้อง

ผลพวงจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง นำมาซึ่งความสูญเสียโดยไม่จำเป็น เช่น ปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ที่ทุกๆ 15 นาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาฯ 1 ราย

สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เพื่อจัดการปัญหาข้างต้น โครงการโรงพยาบาลที่ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล หรือ Rational Drug Use (RDU) Hospital จึงเกิดขึ้น หวังกระตุ้นให้บุคคลากรทางการแพทย์ตระหนักถึงสภาพปัญหา เกิดจิตสำนึก และให้ความสำคัญต่อการใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของผู้รับบริการโดยรวม

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้ภาพนโยบายระดับชาติว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ทำหน้าที่ดูแลเรื่องยาในระดับประเทศ โดยกำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ “การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล” และมีการตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ที่มี ศ.คลินิก อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นประธาน เพื่อดูแลเป็นการเฉพาะ

“คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้หารือกันและเห็นว่าควรมุ่งเน้นไปที่ผู้ให้บริการ หรือ Provider โดยโฟกัสไปที่โรงพยาบาลของรัฐ ตลอดจนเครือข่ายโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย (UHOSNET) ด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายในการเป็น RDU” นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยสถานการณ์การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลในประเทศไทยว่า มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลถึง 91.2% Static 80.6% ยาต้านเชื้อรา 74% Vancomycin 59.5% Allopurinol 46.9% เป็นต้น

สำหรับประเด็นที่ไม่สมเหตุสมผล มีตั้งแต่การใช้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ ไม่ถูกขนาด ไม่ถูกระยะเวลา

ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าวต่อไปว่า โครงการ RDU Hospital จะเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเป็นอย่างไร ขณะนี้มีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการประมาณ 50-60 แห่ง จากนั้นจะเน้นการพัฒนาระบบ และการตระหนักรู้แก่ทุกคนที่อยู่ในวงจรการใช้ยา

รายละเอียดของโครงการ RDU Hospital มี “คีย์เวิร์ด” สำคัญที่ใช้เป็นกรอบของการดำเนินงานคือ PLEASE

ตัว P คือ PTC (Pharmacy and Therapeutics Committee) หรือ คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบําบัด ซึ่งต้องการสร้างเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานตามกรอบองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อเป็นตัวหลักนำไปสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผล 
ตัว L คือ Label หรือฉลากยา เอกสารที่แปะบนซองยาที่ให้ข้อมูลอย่างเพียงพอแก่ผู้ใช้ ยกตัวอย่างเช่น ยา Antibiotics โรงพยาบาลบางแห่งเขียนว่ายาแก้อักเสบ สร้างความเข้าใจผิดว่าอาการอักเสบหรือติดเชื้อไวรัสก็กินยานี้ได้ ทำไมไม่เขียนว่ายาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

“หรือแม้แต่ยาพาราเซตามอล ก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เขียนเป็นภาษาไทย ทั้งๆ ที่มีคนไทยอีกจำนวนมากอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก หรือยา Colchicine ก็มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว เพราะฉลากไม่บอกว่าหากทานแล้วท้องร่วงให้หยุดทาน คนไข้ก็ทานเรื่อยๆ จนตาย” คืออันตรายที่คุณหมอพิสนธิ์แสดงความกังวล

สำหรับ ตัว E คือ Essential tools หรือเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เช่น ระบบที่เภสัชกรตรวจสอบการสั่งยาของแพทย์และท้วงติงได้ เพื่อป้องกันการสั่งยาไม่สมเหตุผล

ตัว A คือ Awareness การสร้างความตระหนักรู้แก่บุคคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ตัว S คือ Specail population ว่าการใช้ยาในคนสูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และผู้ป่วยกลุ่มพิเศษดีพอแล้วหรือยัง และตัว E คือ Ethics หรือจริยธรรมในการสั่งใช้ยา

ด้าน ศ.นพ.ชัยรัตน์ ฉายากุล อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผลจะมีปัจจัยหลายด้าน แต่ที่สำคัญคือ “ผู้สั่งใช้ยา” หรือ แพทย์ จึงต้องเริ่มที่โรงเรียนแพทย์ว่าได้ผลิตแพทย์ที่มีการความสามารถในการสั่งยาหรือไม่

ทั้งนี้ คณะทำงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลมีข้อสรุปว่าจะทำ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบสูง คือ1.มีหลักสูตรกลางสำหรับการเรียนการสอนเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) 2.การสนับสนุนเรื่องการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลภาครัฐ ผ่านประสบการณ์คลินิก

“1 ใน 5 อันดับแรกของความผิดพลาดของแพทย์จบใหม่ทั่วโลกคือการใช้ยาไม่เหมาะสม พบว่าเป็นการสั่งแบบคาดเดากว่า 50%และ1 ใน 3 เขียนใบสั่งยาไม่ถูกต้อง 2 ใน 3 ไม่เคยให้ข้อมูลการใช้ยาแก่ผู้ป่วย” ศ.นพ.ชัยรัตน์ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องเริ่มผลักดันตั้งแต่นักศึกษาแพทย์

คุณหมอชัยรัตน์ เสนอว่า จำเป็นต้องสร้าง “หลักสูตรกลาง” ในการเรียนการสอนเรื่องยาเพื่อใช้กับโรงเรียนแพทย์ทุกแห่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวางเนื้อหาการสอน

ขณะที่ ภญ.วิชชุนี พิตรากูล จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.ให้มุมมองทั้งในส่วนของ สรพ. และในมุมของผู้ปฏิบัติ โดยในมุมมองของ สรพ.นั้น มีแนวคิดพื้นฐานเรื่อง Hospital accreditation จะเน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองของโรงพยาบาล โดยที่ สรพ. เป็นตัวกระตุ้นให้เห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เช่น เรื่องการใช้ยา ต้องออกมาจากข้างในของผู้ปฏิบัติงาน หรือแม้แต่ผู้บริหารว่ามีปัญหาอย่างไร ทำแล้วมีประโยชน์และอยากจะทำ ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนในการขับเคลื่อนระบบงานมากกว่า

ส่วนมุมมองในฐานะผู้ปฏิบัตินั้น มองว่าปัจจัยที่จะทำให้ RDU ไม่สำเร็จ คือถูกสั่งให้ทำ เช่น ถูกสั่งให้ประเมินการใช้ยาในโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลนั้นอาจไม่มีปัญหาเลย รวมทั้งทำแล้วเภสัชกรอาจจะขัดแย้งกับหมอ เพราะเมื่อหมอสั่งยาแล้วเภสัชกรโต้แย้ง หมอจะรู้สึกว่าถูกตรวจสอบตลอดเวลา เป็นหลุมพรางความขัดแย้งในทางปฏิบัติ

“นอกจากนี้จำเป็นต้องมีการสร้างระบบหรือ Force Function จากฝ่ายนโยบาย เพราะจะให้เภสัชกรมานั่งตรวจใบสั่งยาเป็นรายกรณี เป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก รวมทั้งต้อมีการตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่องด้วย” ภญ.วิชชุนี ระบุ

ด้าน ภญ.เนตรนภิส สุชนวนิช ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจงข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านยาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2545 ถึงปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว หรือ 40% ของงบประมาณสุขภาพโดยรวม ซึ่งสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 2-3 เท่า

ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสวัสดิการข้าราชการ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
 เพราะค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยนอก เป็นค่ายากว่า 60% ผู้ป่วยใน 30% ส่วนสวัสดิการข้าราชการสูงถึง 85% เพราะฉะนั้นในมุมมองรัฐบาล หากต้องการตัดค่าใช้จ่ายก็คงต้องตัดเรื่องยาก่อน

“การใช้ยาอย่างสมเหตุผลส่วนใหญ่พูดในเชิงของโรงพยาบาล เช่น เรื่องใบสั่งยาและข้อบ่งชี้การใช้ยาต่างๆ แต่จริงๆ แล้วต้องเกี่ยวเนื่องไปถึงกระบวนการเลือกยา กระบวนการจัดซื้อ กระบวนการขนส่งด้วย” ภญ.เนตรนภิส กล่าวเสริมข้อเสนอแนะ

ความคิดเห็นล่าสุด

ทำได้!แต่ทำหรือไม่?
3 ชั่วโมง 6 นาที ago
CindypjPax
12 ชั่วโมง 28 นาที ago
CindypjPax
12 ชั่วโมง 37 นาที ago
ทำได้!แต่ทำหรือไม่?
14 ชั่วโมง 10 นาที ago
CindyfxPax
17 ชั่วโมง 20 นาที ago
CindyfxPax
17 ชั่วโมง 37 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทำได้!แต่ทำหรือไม่?
3 ชั่วโมง 6 นาที ago
CindypjPax
12 ชั่วโมง 28 นาที ago
CindypjPax
12 ชั่วโมง 37 นาที ago
ทำได้!แต่ทำหรือไม่?
14 ชั่วโมง 10 นาที ago
CindyfxPax
17 ชั่วโมง 20 นาที ago
CindyfxPax
17 ชั่วโมง 37 นาที ago
กลับด้านบน