'คลัง' ตั้ง คกก.ปรับเงินเดือน ขรก.ทั้งระบบเป็นมาตรฐานเดียวกัน

Mon, 2016-01-04 11:01 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยได้แต่งคั้ง คกก.พิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนใหม่แล้ว หลังมีการเรียกร้องฐานเงินเดือนบุคลการภาครัฐไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน คาดได้ข้อสรุปเสนอ ครม.เร็วๆ นี้

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวว่า หลังจากตัวแทนสมาพันธ์เครือข่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไทย รวม 32 องค์กร และเครือข่ายสมาชิกจาก ชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย)  ชมรมเจ้าพนักงานอาวุโส (ประเทศไทย) ชมรมเจ้าพนักงานสาธารณสุข ชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐได้ยื่นหนังสือถึง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอปรับโครงสร้างเงินเดือนราชการ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนใหม่ โดยให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นเลขานุการคณะกรรมการ

การปรับเงินเดือนราชการปัจจุบัน มีทั้งการปรับเพิ่มตามผลงานของแต่ละคนภายในหน่วยงาน แต่ละปี 5-6%  และอีกส่วนหนึ่งคือการปรับโครงสร้างทั้งระบบ  ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือน จึงต้องศึกษาข้อมูลหลายด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพราะระบบราชการยังมีปัญหาสมองไหล คนเก่งหนีไปทำงานให้กับองค์กรอื่น ซึ่งต้องศึกษาร่วมกันให้รอบคอบ

ด้าน นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า หลังจาก ครม.มอบหมาย ทำการศึกษาปรับโครงสร้างเงินเดือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมกันศึกษา เพื่อให้บุคลากรของรัฐได้รับฐานเงินเดือนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะปัจจุบันยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ระหว่างส่วนราชการกับองค์การมหาชน ขณะที่องค์การมหาชนระดับผู้บริหารได้รับเงินเดือนสูงสุด 1.5-3 แสนบาทต่อเดือน ขณะที่ส่วนราชการได้รับ 76,000 บาท

"บางครั้งผู้บริหารส่วนราชการไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดองค์การมหาชน ยังได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้อำนวยการองค์การมหาชน แม้จะมีความรับผิดชอบสูงกว่า คณะทำงานจะศึกษาให้รอบคอบ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบราชการตั้งแต่ข้าราชการระดับล่างไปจนถึงระบบบริหาร ส่วนกระทบต่องบประมาณต่อปี จะเพิ่มขึ้นหรือ ลดลง ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและการตัดสินใจของรัฐบาลคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้" นายสมศักดิ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 4 มกราคม 2559