'ลองกอง' น้องชาย 'โลแกน' ถามหมอนมผง จะนอนตายตาหลับไหมครับ

บทความเปรียบเปรยแบบแสบๆ คันๆ จาก นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ว่าด้วยเรื่องกฎหมายคุมการตลาดนมผง ที่ล่าสุดยังมีเครือข่ายกุมารแพทย์กลุ่มหนึ่งเห็นว่าควรให้คุมการตลาดนมผงแรกเกิดถึง 1 ปีก็พอ ไม่ควรคุมไปถึง 3 ปีตามร่างกฎหมาย โดยระบุว่าการคุมถึง 3 ปี จะปิดกั้นข้อมูลพ่อแม่ แต่ นพ.ธีระ เห็นค้าน และระบุว่า “เด็กที่โตเกิน 1 ขวบ ต้องกินอาหารหมู่ต่างๆ เป็นหลัก นมแม่หากยังมีก็ควรให้ต่อได้ หากไม่มีก็ซื้อนมกล่องทานเสริมได้แถมราคาถูกกว่าซื้อนมผงพิเศษวัวชิตที่ราคาค่างวดสูงลิ่ว”

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

ณ ชายแดนเมืองลึกลับแห่งหนึ่ง บ้างก็ว่าอยู่ในแถบนอร์ธดาโกต้า บ้างก็ว่าเป็นเพียงข่าวลวงจากหนังสือการ์ตูน บ้างก็บอกว่าต้องมีรหัสลับถึงจะทำให้เมืองโผล่มาให้เห็นได้

"ลองกอง (Longon)" น้องชายของโลแกนตะโกนถามหมอว่า "จะนอนตายตาหลับไหมครับคุณหมอ?" พร้อมท่าทีเกรี้ยวกราด เหมือนกับลอร่า (Laura) ลูกสาวของโลแกนไม่มีผิดเพี้ยน

สาเหตุที่ถามเช่นนั้น เพราะต้องการประชด "หมอ S1" ที่ลุ่มหลงกับการสร้างมนุษย์กลายพันธุ์ที่ทรงพลังดังควายถึก ด้วยการโคลนนิ่ง และขุนด้วยนมผงพิเศษสูตรต่างๆ ไม่ว่าจะโอเมก้า แลมด้า แอลฟ่า แอนโดรเมด้า 

ผลงานของหมอที่โคลนโลแกน มนุษย์หมาป่าในคืนพระจันทร์เต็มดวง และขุนด้วยนมผงพิเศษสูตรโอเมก้า-51 ตั้งแต่แรกเกิดจนโต เพื่อให้มีพลัง ฉลาด ดุร้าย และแกร่งดั่ง "วัวชิต"...แทนที่จะให้แม่ผู้ให้กำเนิดเด็กได้มีโอกาสเลี้ยงดูด้วยนมแม่ตามธรรมชาติ 

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กโคลนยังไม่มีโอกาสได้รับการอบรม ดูแลเยี่ยงคนที่มีชีวิตจิตใจ มีแต่เพาะบ่มด้วยวัตถุ และของรางวัลเมื่อทำทุกอย่างตามที่สั่ง

ดังนั้นจึงได้เครื่องจักรฆ่าคน ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ สมใจอยากของหมอ

ลอร่าจึงต้องกำพร้าพ่อ เพราะโลแกนโดนผลงานของหมอฆ่าตาย!!!

"หมอ...หมอคงไม่เคยรู้สึกเลยสินะ?" ลองกองถามหมออีกครั้งหลังจากที่เห็นหมอและพรรคพวกออกข่าวทีวี ไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้เจ้านครอวตาร ติดชายแดนนอร์ธดาโกต้า เปิดอิสระให้มีการค้าขายโฆษณานมผงพิเศษสูตรต่างๆ อย่างเสรี เพื่อให้ประชาชนหันมากินนมผง "วัวชิต" โดยไม่แคร์เลยว่าจะเป็นบาปกรรมมากเพียงใด

บาปจากการมีส่วนร่วมสนับสนุนให้มีทั้งโฆษณาสรรพคุณที่หลอกลวง โอ้อวดเกินจริง

บาปจากการสนับสนุนให้แจกแถมนมผง "วัวชิต" อย่างเสรีในทุกที่ที่มีการคลอด โดยทำให้คนคุ้นชินกับ "ประเพณีหน้าม่าน" หลงเชื่อว่านมแม่นั้นดีสู้วัวชิตไม่ได้ จนทำให้น้ำนมของแม่หลังคลอดหมดไปในช่วงเวลาทอง และต้องหันไปพึ่งนมผงวัวชิตแทน

เหนืออื่นใดบาปที่เลวร้ายที่สุดนั้นเกิดจากการมีส่วนสนับสนุนให้บั่นทอน และ/หรือสะบั้นสายใยระหว่างแม่และลูก จากการไม่มีนมแม่เป็นสื่อกลาง...

"หมอรู้ไหมว่า มันประเมินค่าไม่ได้เลย?" ลองกองพูด พร้อมน้ำตาที่หยดลงมาอย่างต่อเนื่อง 

ใช่...เพราะลองกองเห็นมาจากการเติบโตของลอร่า ที่ถูกขุนมาแบบเดียวกัน ยังดีที่มีคุณพยาบาลใจดี กล้าแอบนำลอร่าออกมาจากคลินิก "หมอ S2" ที่เป็นเครือข่ายนมผงพิเศษวัวชิต และโชคดีที่ได้มาสานต่อความเป็นมนุษย์กับโลแกนพ่อของเธอได้ทัน จึงยังพอจะเห็นชีวิตจิตใจเยี่ยงมนุษย์ได้ในขณะนี้

"ลองกอง" เป็นนักกิจกรรมทางสังคมอาวุโส เดิมเข้าใจว่าตัวเองเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติคล้ายโลแกน แต่พยายามเบ่งให้มีเหล็กแหลมออกมาทางมือทางเท้า กลับไม่เคยสำเร็จ จึงตัดสินใจเอาดีในเรื่องการเปิดโรงเรียนสอนเด็กๆ หลังจากตระเวนไปเอาประสบการณ์จากหลายแห่งทั่วโลก ทั้งแถบออสเตรเลีย อเมริกา ฯลฯ

การตัดสินใจมาตะโกนถามต่อหน้าหมอ S1 เช่นนี้ เป็นไปเพราะลองกองเห็นแนวโน้มทางวิชาการหลายอย่าง ที่บ่งถึง "หายนะ" ของมนุษยชาติ อันเกิดจากการกระทำในลักษณะนี้

หมอ S1 และพรรคพวกนั้นไม่ใช่กลุ่มเดียวที่กระทำแบบนี้ แต่มีมากมายทั่วโลก 

เฉกเช่นเดียวกัน หน่วยงานวิชาการ ประชาสังคม และภาครัฐหลายต่อหลายแห่งทั่วโลกก็เริ่มรู้เท่าทัน และหันมาออกมาตรการเพื่อจัดการควบคุมเรื่องดังกล่าวมากว่าทศวรรษแล้ว

หมอ S1 หาว อ้าปากกว้าง ตามประสาคนอาวุโสที่คร่ำหวอดกับชีวิตมานาน รู้วิธีจัดการปัญหาลักษณะที่ลองกองกำลังมาท้าทาย

หารู้ไม่ว่าลองกองต้องการใช้โอกาสนี้ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายหมอ S1 และพรรคพวก เพราะเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ควรรู้จักผิดชอบชั่วดี ในการตัดสินใจกระทำการใดๆ 

แต่ลองกองต้องการสื่อสารไปยังคนในสังคม รวมถึงเจ้าผู้ครองนครอวตาร ว่ามีบทเรียนมากมายในอดีตที่ผ่านมา ที่เราควรเรียนรู้

ลองกองตัดสินใจควักกระดาษปึกหนึ่ง และตะโกนประกาศผ่านการจี้คอหอยด้วยไม้เท้ากายสิทธิ์ที่ยืมจากแฮรี่ พ่อมดน้อย ที่วันก่อนขี่ไม้กวาดมากินก๋วยเตี๋ยวเรือแถวที่ทำงานของลองกอง

เสียงที่ตะโกนนั้นดังกังวาลมากมายนัก จนคาดว่าจะทำให้หลายคนหันมา

...มาจะกล่าวบทไป

ถึงคูเวตประเทศไกลสุดไพศาล

มารดามาคลอดลูกถูกรุกราน

พ่อค้าวานหมอและพวกให้บวกไป...

...นมผงพิเศษแจกจ่ายให้เหล่าแม่

เกาะติดแจทั้งป้ายปิดชิดไปไหม

อวดอ้างโฆษณาลวงหลอกใจ

หันไปให้นมผงแทนนมคน...

...สองปีก่อนพบเด็กน้อยเฝ้าคอยรัก

แต่อกหักรักขมนมล่องหน

หนึ่งในห้าได้นมแม่ของตน

เพราะวัวชนให้เชื่อว่าคนไม่ดี...

...เค้าวิเคราะห์พบว่ามีสองเรื่อง

ที่ทำให้หมอเชื่องเปลื้องศักดิ์ศรี

ลดแลกแจกแถมแกมเที่ยวฟรี

สปอนเซอร์ทั้งที่พักและลงทะเบียน...

...สนับสนุนองค์กรที่สังกัด

เร่งรัดทุนวิจัยน่าคลื่นเหียน

ซื้อกาแฟขนมให้ถึงที่มีเวียนเทียน

ส่งดีเทลป้วนเปี้ยนหน้าห้องทำงาน...

...สรุปแล้วคือ company promotion

ผนวกกันกับนโยบายองค์กร"แร้งคอหวาน"

เอาชนะจริยธรรมวิชาการ

สร้างอันธพาลในคราบของนักบุญ...

จบบทกวีแบบบ้านๆ ไปสักอึดใจ...ลองกองสังเกตเห็นคนที่เดินไปมาได้หยุดยืนฟังอย่างตั้งใจ ในขณะที่หมอ S1 นั้นยังหาวไม่หยุด

ลองกองได้เล่าต่อ ว่านั่นคือผลจากงานวิจัยเรื่องอิทธิพลของธุรกิจนมผงพิเศษวัวชิตต่อหมอเด็กในคูเวต ซึ่งเป็นอาณาจักรในดาวดวงหนึ่งที่อยู่ในทางช้างเผือกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากธุรกิจดังกล่าว ศึกษาเมื่อ ค.ศ.2015 และตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ติแล้วไม่ก่อ...คงไม่ดี

สากลเค้ายอมรับกันทั่วไปว่านมแม่ที่ธรรมชาติให้มานั้นดีหนักหนา สมควรที่จะส่งเสริมให้ลูกทุกคนได้กินนมแม่ ยกเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย เช่นปัญหาสุขภาพของคุณแม่หรือคุณลูก

เด็กที่โตเกิน 1 ขวบ ต้องกินอาหารหมู่ต่างๆ เป็นหลัก นมแม่หากยังมีก็ควรให้ต่อได้ หากไม่มีก็ซื้อนมกล่องทานเสริมได้แถมราคาถูกกว่าซื้อนมผงพิเศษวัวชิตที่ราคาค่างวดสูงลิ่ว

อะไรเป็นอาหารทางการแพทย์ก็ต้องระบุให้ชัดเจน และต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่ควบคุมการใช้ให้เหมาะสม ชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการปั่นตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องแลกกับความยับเยินบอบช้ำของสถาบันครอบครัว และบรรทัดฐานทางสังคม

แพทย์ บุคลากรวิชาชีพสุขภาพ และผู้บริหารหน่วยงานทางการแพทย์ รวมถึงสภาวิชาชีพและสมาคมวิชาการต้องวางตนให้ดี ไม่ควรยุ่งกับสิ่งต่างๆ ที่ยั่วกิเลส แล้วทำให้เกิดภาวะผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้ ไม่มีหน้าที่ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ แยกบทบาทให้ดี ดำรงตนให้เป็น "นักวิชาการ" ไม่ใช่ "นักรับจ้างยิงนม" แลกกับเงิน ของขวัญ ทุนวิจัย แพ็คเกจดูงานท่องเที่ยว...

อย่ากลัวเลยครับคุณหมอ ที่จะไม่มีงบวิจัย เพราะหากเรามีกึ๋นเพียงพอ และมีคำถามวิจัยและแนวทางวิจัยที่ดี เงินก็จะมาเอง

อย่ากลัวเลยครับคุณหมอ ที่จะไม่มีคนมาเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนม เลี้ยงกาแฟ สนับสนุนค่าลงทะเบียนการประชุม ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และพาไปเที่ยวทั่วโลกฟรี เพราะสิ่งยั่วกิเลสเหล่านี้ได้มาก็ไม่ยั่งยืน ตายไปก็หายหมด แถมดันเป็นสิ่งที่ได้มาแบบไม่สุจริตใจ

การสร้างคนที่ไร้ชีวิตจิตใจ สร้างตราบาปให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านการยัดเยียดผลิตภัณฑ์แบบการตลาดที่ขาดจริยธรรมแบบที่กล่าวมานั้น..."จะนอนตายตาหลับไหมครับคุณหมอ?"

ลองกองบอกหมอ S1 อีกครั้ง ก่อนจะพาลอร่าเดินทางไปเคารพพ่อของเธอที่สุสานริมทะเลสาบ

ความคิดเห็นล่าสุด

พลิศาน์
1 วัน 9 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

พลิศาน์
1 วัน 9 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน