สธ.ชี้ถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ยึดหลัก ปชช.ได้ประโยชน์ จนท.-อปท.พร้อม

Wed, 2018-06-06 15:18 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สธ.หารือ รพ.สต. อปท. พิจารณาแนวทางถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ไป อปท. ยึดหลักประชาชนต้องได้รับประโยชน์ในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่และ อปท.พร้อมถ่ายโอน พร้อมทบทวนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการถ่ายโอนภารกิจเกี่ยวกับการสาธารณสุขให้แก่ อปท.

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า ภายหลังจากคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ตามข้อเสนอของอนุกรรมการบริหารแผนการกระจายอำนาจที่เสนอเพื่อให้การถ่ายโอนเป็นไปได้ คือ

1.ให้กระทรวงสาธารณสุข ทบทวนขั้นตอน เงื่อนไข วิธีปฏิบัติการถ่ายโอนภารกิจ และ 2.ให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบบุคคลากรในกรณีที่มีการถ่ายโอนทั้งที่รับโอนและที่ต้องจ้างเพิ่มครับ ซึ่งคณะกรรมการถ่ายโอนจะมีหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง

นพ.มรุต กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ อุปนายกสมาคมหมออนามัย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย ประธานชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมหารือเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ได้ข้อสรุปว่า 1.ให้มีการทบทวนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการถ่ายโอนภารกิจเกี่ยวกับการสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.ให้กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการถ่ายโอนภารกิจให้แก่ อปท. มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน

และ 3.ตั้งคณะทำงานทบทวนขั้นตอนและวิธีปฏิบัติการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

พร้อมทั้งให้มีการทบทวนการศึกษาวิจัยซึ่งมีหลายหน่วยงานได้ทำการศึกษาไว้ เกี่ยวกับผลกระทบทั้งด้านดี และปัญหาอุปสรรค ต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ โดยให้สำนักงานสนับสนุนระบบปฐมภูมิและคลินิกหมอครอบครัวเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

“ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ยึดหลักการสำคัญคือ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าเดิม โดยเฉพาะ รพ.สต.และ อปท.ต้องมีความพร้อมทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้การดำเนินเป็นไปตามกฎหมายกระจายอำนาจ” นพ.มรุต กล่าว

Comments

ณรงค์ เชื้อบุญช่วย นักวิเคราะห์นโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบุว่า สถานีอนามัยที่ถูกถ่ายโอนทั้ง 39 แห่ง ทั้งหมดล้วนมีประชาชนในท้องถิ่นเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งเกณฑ์การประเมินจาก สธ.ก็พบว่าอยู่ในคุณภาพที่ดีและผู้บริหารของ อปท. ที่พัฒนาสถานีอนามัยจนโดดเด่น ส่วนใหญ่ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมัยที่ 2 เกือบทั้งหมด ณรงค์ ย้ำว่า การกระจายอำนาจให้ อปท.ดูแลแทนจะช่วยลดปัญหาลูกจ้าง สธ.ที่เรียกร้องขอบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งมีจำนวนมาก เนื่องจากดูแนวโน้มอนาคตสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คงไม่สามารถอนุมัติตำแหน่งทั้งหมดให้ได้ในเวลาอันใกล้ เพราะขัดแย้งกับหลักการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ในทางกลับกัน อปท.สามารถรับลูกจ้างเหล่านี้เข้าเป็นข้าราชการ อปท.แทน เพื่อแก้ปัญหาได้อีกด้วยโดยหลังจากนี้จะต้องนำข้อมูลในงานวิจัยไปหารือกับ สธ.เพื่อดูปัญหาและนำมาผลักดันให้การถ่ายโอนมีช่องโหว่ให้น้อยที่สุด ด้านนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล กล่าวว่า รูปแบบการกระจายอำนาจโดยการโอนสถานีอนามัยให้ อปท.ดูแลนั้น ตัวเลขนิ่งอยู่ที่ 39 แห่งมาเกือบ 3 ปีแล้ว สะท้อนชัดว่า สธ.ไม่ต้องการถ่ายโอนอำนาจลงไปเพิ่มเติมจึงได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ดูแลการจัดการสุขภาพในท้องถิ่น โดย สปสช.และท้องถิ่นรับผิดชอบกองทุนสุขภาพหน่วยงานละครึ่ง https://www.hfocus.org/content/2013/01/2169

Add new comment