แนะแก้ปัญหา รพ.แออัด ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ‘รพ.ชุมชน’

อาจารย์แพทย์ ม.ขอนแก่น เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลขนาดใหญ่แออัดด้วยการสร้างเครดิตให้โรงพยาบาลชุมชน เหตุคนไทยมักเชื่อโรงพยาบาลยิ่งใหญ่ยิ่งดี

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลแออัด ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยนอก (OPD) เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 50% ที่สามารถเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลชุมชนได้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน เนื่องจากมักมีความเชื่อว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะให้การรักษาและให้ยาที่ดีกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กที่อยู่ใกล้บ้าน หรือมีบางกรณีที่คนไข้ไม่ยอมกลับไปรักษาตัวต่อเนื่องที่โรงพยาบาลขนาดเล็กตามที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ส่งกลับ เพราะไม่มั่นใจว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กจะรักษาได้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเพราะประชาชนยังไม่เข้าใจกระบวนการรักษา

นอกจากนี้ คนไทยมีความคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นหน้าที่ของทีมแพทย์ในการดูแลรักษา นั่นทำให้ไม่ดูแลตนเอง เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็จะไปโรงพยาบาล ส่งผลให้มีปริมาณจำนวนคนไข้มากขึ้น เกิดความไม่พอใจในเรื่องของการให้บริการที่ล่าช้า นำมาสู่การร้องเรียนเกิดขึ้น ซึ่งในมุมของผู้ให้บริการก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนไข้ที่มีจำนวนที่มากกว่าศักยภาพในการให้บริการ นับว่าเป็นวงจรที่วนอยู่อย่างนี้ ดังนั้นหากคนไทยมองว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของตัวเอง ก็จะช่วยลดปัญหาได้เป็นอย่างมาก

“หากทุกคนใส่ใจสุขภาพของตนเอง เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็สามารถดูแลรักษาตนเองในเบื้องต้นได้ หรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านได้ ก็จะช่วยลดปัญหาการรอคอยและลดปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลลงได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคนไข้มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และต้องมีความไว้วางใจในระบบสาธารณสุขด้วย” รศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ระบบการส่งต่อมีปัญหา 1.คนไข้ทั้งหมดต้องการให้โรงพยาบาลขนาดเล็กส่งต่อมารักษาต่อที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น 2.กรณีที่จำเป็นต้องส่งต่อ พบว่าข้อมูลเอกสารที่ส่งต่อมามีไม่ครบ 3.ขาดการพูดคุยกันระหว่างแพทย์โรงพยาบาลต้นทางกับปลายทาง 4.โรงพยาบาลปลายทางที่ได้รับการส่งต่อไม่พร้อมรักษา โดยสาเหตุมาจากขาดการสื่อสารระหว่างระหว่างโรงพยาบาลต้นทางและปลายทาง

“หากมีการประสานงานพูดคุยกันจะช่วยให้เกิดการรักษาที่ต่อเนื่อง และผู้รับบริการเกิดความมั่นใจจริงว่าแพทย์ใส่ใจการรักษามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาโรงพยาบาลแออัดได้” รศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ โรงพยาบาลชุมชนควรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพื่อสอบถามความต้องการของคนในชุมชนว่าต้องการให้โรงพยาบาลให้บริการอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหากชุมชนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล โรงพยาบาลก็จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเช่นกัน

รศ.นพ.สมศักดิ์ ยังได้โพสต์ข้อเสนอแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลแออัดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Somsak Tiamkao” ซึ่งมีด้วยกัน 9 ข้อ ประกอบด้วย 1.พัฒนาระบบการส่งต่อและรับกลับให้มีประสิทธิภาพมากกว่าในปัจจุบันนี้ เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือมีการส่งต่อจากโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือมีศักยภาพไม่สูง ส่งต่อมายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีศักยภาพสูงกว่า แต่การส่งกลับไปดูแลต่อเมื่อหมดภาวะที่จำเป็นในการรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ผู้ป่วยมักจะขอรับการรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่จนหายดี และยังมักขอติดตามการรักษาต่อเนื่องอีก

2.การพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชนที่มีผู้ป่วยจำนวนมากให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น โดยมีการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อหาคนในพื้นที่มาปฏิบัติงาน โดยเฉพาะพยาบาลที่มีการขาดแคลนสูงมาก รวมทั้งสนับสนุนคนในพื้นที่ให้มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพแบบยั่งยืน

3. พัฒนาระบบยาและการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการให้โรงพยาบาลชุมชนสามารถมียารักษาผู้ป่วยได้ และส่งตรวจเพิ่มเติมได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพราะด้วยเหตุผลเพียงแค่ไม่มียารักษา หรือต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเท่านั้น

4. พัฒนาแนวทางการส่งต่อที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยเป็นหลัก มีการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ให้เกิดความล่าช้าในการรักษา ดังนั้นต้องทำให้การส่งต่อไม่มีข้อจำกัด ไร้รอยต่อ เพราะในปัจจุบันนั้นมีข้อจำกัดมากมาย และยังมีปัญหาเขตสุขภาพ

5. พัฒนาระบบการปรึกษาให้มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านบุคคล เช่น ความขัดแย้งหรือความไม่ร่วมมือของแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยการพัฒนาแนวทางการส่งต่อที่ปฏิบัติได้จริง และมีการปรับแก้ไข กรณีมีความจำเป็น เพื่อให้เกิดการส่งต่อที่ดียิ่งขึ้น โดยใช้ระบบเป็นหลัก เพื่อลดปัญหาเฉพาะตัวบุคคล

6. สร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจต่อประชาชนให้มีความเข้าใจระบบการรักษา ระบบการส่งต่อ และเชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลใกล้บ้านก็มีศักยภาพที่เหมาะสมในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ และถ้าจำเป็นต้องส่งต่อ ระบบก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อตามความเหมาะสม และเมื่ออาการดีขึ้นก็จะมีการรับตัวกลับมารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

7. การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ มีการส่งเสริม ป้องกันมากกว่าในปัจจุบัน เพื่อลดการเจ็บป่วย

8. พัฒนาระบบการร่วมจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่การร่วมจ่ายที่จุดบริการ เพื่อให้มีงบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ลดการสนับสนุนจากภาครัฐลงได้บางส่วน

9. โรงพยาบาลชุมชนร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการทำงานทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนให้เป็นไปตามที่ชุมชนต้องการ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในโรงพยาบาลชุมชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลดล็อก รพ.แออัดด้วยการจัด ‘ระบบคิว’แพทย์ มข.เสนอไอเดีย ‘แบ่งกลุ่มผู้ป่วย-นัดล่วงหน้า-รักษาเบื้องต้น’

 

 

Comments

Anonymous • 2018-07-02, 02:50
การบริหารระบบบริการสุขภาพ ระบบโรงพยาบาลของรัฐทั้งหลายส่วนใหญ่อยู่ในมือของหมอทั้งสิ้น อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขส่วนใหญ่เกือบทั้งระบบของประเทศไทยล้วนถูกผูกขาดอยู่ในมือของวิชาชีพวิชาชีพเดียว ประชาชนมีส่วนน้อยมาก เมือระบบสุขภาพ ระบบสาธารณสุข ระบบโรงพยาบาลในระดับต่าง ๆ เกิดความล้มเหลว ก็อย่าไปโทษประชาชนให้มากนัก ความล้มเหลว ความล่มสลายของระบบโรงพยาบาลของระบบสาธารณสุขไทยล้วนเกิดจากผีมือของท่านผู้เจริญทั้งหลายล้วน ๆ อย่าไปโทษประชาชนให้มากนัก หากเมื่อไหร่ที่ประชาชนในท้องถิ่นหรือตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจในการบริหารโรงพยาบาลจริง ๆ อย่างในรูปแบบของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) หรือ โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต สภาพการของโรงพยาบาลในด้านต่าง ๆ ก็ดีขึ้นทันตาเห็น โรงพยาบาลชุมชนก็จะมีศักยภาพกลายเป็นโรงพยาบาลทั่วไปดี ๆ เช่นที่บ้านแพ้ว โรงพยาบาลระดับจังหวัดก็จะมีสภาพการบริการที่คล้ายโรงพยาบาลเอกชนเช่นที่โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ไม่อยู่ในสภาพอนาถาอย่างเช่นโรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนใหญ่ที่อยู่ในมือของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเช่นทุกวันนี้
Anonymous • 2018-07-02, 04:01
ประเด็นผู้บริหารในส่วนท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่โตสำหรับระบบสาธารณสุขเช่นกัน....... ความที่ผู้บริหารโรงพยาบาลของรัฐในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชน ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ในเขตของตน ทำให้เกิดสภาพโรงพยาบาลแออัดทุกเช้า เตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอและอยู่ในสภาพโรงฆ่าสัตว์ ไปจนถึงการส่งต่อที่ไร้ประสิทธิภาพด้วยการโยนไปโยนมา ไม่ว่าจะเป็นการโยนผู้ป่วยไปมาระหว่างแผนกในโรงพยาบาลเดียวกันหรือการโยนไปมาระหว่างโรงพยาบาล...... ประชาชนไม่เคยทำอะไรผู้บริหารโรงพยาบาลได้นอกจากร้องเรียนหรือฟ้องร้องเป็นครั้งๆ แล้วเงียบหายไป..... ประชาชน ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ ควรมีอำนาจในการพิจารณาความดีความชอบ ให้รางวัลหรือถอดถอนผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่บริหารโรงพยาบาลเพื่อคนในท้องถิ่นให้ดี...... ปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่อีกข้อหนึ่งคือ ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างโรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลประจำอำเภอ ไม่มีสำนึกและวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมเดียวกัน นอกจากไม่มีแล้วยังแตกคอกัน มากกว่านี้คือ การแตกคอกันระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขขนาดใหญ่ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมทั้งหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพ คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)....... ไม่มีอะไรที่เรียกว่าทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงหรือจริงใจระหว่างหน่วยงานเหล่านี้....... ผู้ป่วยที่ไม่มีเส้นสายในโรงพยาบาลเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจมากที่สุด การเดินเข้าโรงพยาบาลของรัฐเป็นเรื่องทุกข์ทรมานไปจนถึงถูกทรมานทรกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เห็นอยู่ว่านายแพทย์และผู้ปฏิบัติงานจำนวนหนึ่งทำงานหูดับตับไหม้ไม่ได้พักผ่อน (แต่อีกจำนวนหนึ่งอยู่ในสภาพว่างงานแอบแฝงมหาศาลแต่ไม่ยอมรับความจริงกัน)...... หากจะโทษก็ต้องโทษการบริหารที่ล้มเหลว และการบริหารที่ล้มเหลวเกิดจากโครงสร้างที่พิกลพิการของระบบสุขภาพดังที่เล่ามา ผู้บริหารจะเก่งมาจากไหนก็ล้มเหลวซ้ำซากได้เท่าๆ กัน....... จิตวิวัฒน์มิได้แปลว่าให้มองโลกในแง่ดีตลอดไป จิตวิวัฒน์เชิญชวนให้เรามองปัญหาเดิมในมุมมองใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่แล้วก้าวข้ามตนเองเป็นสำคัญ...... มุมมองใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการดูระบบการศึกษาและระบบสุขภาพเป็นอย่างที่เล่ามา นั่นคือโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ชำรุดอย่างหนัก และหากไม่แก้ไขก็ไม่มีวันพัฒนาโรงเรียนหรือโรงพยาบาลแต่ละแห่งให้เป็นสถานที่ซึ่งยังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้...... โรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นหน่วยราชการที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนข้าราชการมากที่สุดของแต่ละจังหวัด และรับผิดชอบการพัฒนามนุษย์มากที่สุดด้วย นี่คือสองสถานที่ ที่เราควรเอาจริงเอาจัง...... ผู้เขียน : ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์....... ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 “คอลัมน์: จิตวิวัฒน์: การศึกษาและสาธารณสุขที่ล้มเหลว” ........ https://www.hfocus.org/content/2015/02/9247
อริศรา • 2018-07-02, 15:04
เห็นด้วยเกือบทุกอย่างที่ท่านเขียน เติมคอรับชั่นเข้าไปด้วยยิ่งทำให้ระบบแย่ลงกว่าเดิม คงต้องวิเคราะห์ทั้งระบบ บริหาร บริการ ตรวจสอบ และประเมินผล เอาข้อมูลที่แท้จริงมาวิเคราะห์ เอาหน่วยงานภายนอกเข้าไปประเมินและตรวจสอบ วิเคราะห์การใช้ทรัพยากรว่าเหมาะสมไหม ผู้บริการพึงพอใจระดับไหนและผู้ให้บริการพอใจระดับไหน หลายๆประเทศมีปัญหาค่ะ แต่เมืองไทยคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก คนทำงานที่ไม่มีproduction ก็เยอะ

ความคิดเห็นล่าสุด

CindyfnPax
15 ชั่วโมง 39 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 45 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 52 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 54 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 56 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 59 นาที ago
CindyfnPax
16 ชั่วโมง 3 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

CindyfnPax
15 ชั่วโมง 39 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 45 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 52 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 54 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 56 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 59 นาที ago
CindyfnPax
16 ชั่วโมง 3 นาที ago
กลับด้านบน