รีวิวนโยบายพรรคการเมือง "เลือกตั้งครั้งนี้...รัฐสวัสดิการต้องมา"

เมื่อวันที่ 8-9 มกราคม 2562 ที่ผ่านมาเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้จัดเวทีสื่อสารนโยบายเรื่องระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อส่งเสริมสุขภาพสังคมสูงวัยด้านเศรษฐกิจ โดยมีสาระสำคัญคือการผลักดันข้อเสนอการเปลี่ยนระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญแห่งชาติ ผู้สูงอายุทุกคนได้เงินบำนาญอย่างเสมอหน้าในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือเดือนละ 3,000 บาท พร้อมเปิดเวทีเชิญตัวแทนพรรคการเมืองที่ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ได้นำเสนอมุมมองต่อรัฐสวัสดิการ ภายใต้หัวข้อ "เลือกตั้งครั้งนี้...รัฐสวัสดิการต้องมา"

ลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์

"ลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์" ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าสวัสดิการที่รัฐจัดให้ประชาชนจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีรากเหง้าจากพรรคไทยรักไทยซึ่งเคยจัดรัฐสวัสดิการมาแล้ว ทั้งกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ ฯลฯ ขณะเดียวกัน การจะหาเงินมาสนับสนุนการจัดสวัสดิการได้ ต้องได้รัฐบาลที่มีฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่ประสำความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ และเชื่อว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาได้ ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก ฯลฯ รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนทำให้ประชาชนเกิดรายได้ เมื่อประชาชนมีรายได้มากขึ้นรัฐก็จะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น สามารถนำเงินมาใช้จัดสวัสดิการได้

"ถ้ารัฐบาลมีฝีมือ แทบไม่ต้องขูดรีดภาษีจากประชาชน อย่างเรื่องการประมงที่ถูกแรงบีบจนต้องออกกฎหมายหลายฉบับทำให้ภาคประมงของไทยเสียโอกาส เงินตรงนี้ก็หลายแสนล้านบาท สามารถดึงมาจัดสวัสดิการได้ หรือการจัดสรรงบประมาณโดยดูความจำเป็นของแต่ละกระทรวง อะไรไม่จำเป็นก็ปรับลด ยืนยันอีกครั้งว่าเราหาเงินเป็น" ลดาวัลย์ กล่าว

ลดาวัลย์ กล่าวต่อไปว่า ในการจัดสวัสดิการแก่ประชาชนนั้น ถ้ามีกฎหมายรองรับจะเกิดความมั่นคง เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชน มีกฎหมายรองรับผูกมัดทุกหน่วยงาน แม้จะมีการปฏิวัติ มีความพยายามยึดกองทุน แต่บังเอิญว่ามีกฎหมายรองรับ ถ้าจะล้มก็ต้องไปต้องไปแก้ในสภา เลยไม่กล้าแตะ เพราะฉะนั้นถ้าร่วมกันร่างกฎหมายขึ้นมาว่าจะมีบำนาญถ้วนหน้าให้ประชาชนคนไทย ก็ควรเป็นกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคง ใครจะมาล้มกฎหมายนี้ก็ต้องใช้เสียงข้างมากตามระบบประชาธิปไตย

"พรรคเพื่อไทยเราก็มีร่าง พ.ร.บ.บำนาญประชาชน ซึ่งผลตอบแทนที่ประชาชนจะได้รับนั้น อย่างต่ำคือ 3,000 บาท/เดือน เป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าเพราะถือว่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการรับสวัสดิการในส่วนนี้ก็สามารถบริจาคคืนเข้ากองทุนได้ นอกจากนี้เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนได้จัดทำร่างกฎหมายบำนาญแห่งชาติเตรียมไว้แล้ว ทางพรรคจะรอฉบับของภาคประชาชนด้วยว่าสอดคล้องกันหรือไม่ และสิ่งที่มั่นใจคือพรรคเพื่อไทยมีศักยภาพในการบริหารประเทศแบบมืออาชีพในการสร้างงานสร้างรายได้แก่คนไทยทุกกลุ่มและนำภาษีกลับมาจัดสวัสดิการแก่ประชาชน" ลดาวัลย์ กล่าว

ตัวแทนพรรคเพื่อไทยย้ำว่า พรรคเพื่อไทยเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องการจัดสวัสดิการถ้วนหน้าและทำให้เป็นรูปธรรมมาแล้วหลายนโยบาย รวมทั้งมีแนวทางที่ชัดเจนถึงขั้นร่าง พ.ร.บ.บำนาญประชาชนไว้แล้ว อย่างไรก็ดี การจะทำให้เกิดผลขึ้นมาได้ พรรคต้องผ่านด่านสมาชิกวุฒิสภา 250 คนก่อน ดังนั้นถ้าอยากแก้จนร่วมกับพรรคเพื่อไทยต้องช่วยให้พรรคได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) 251 คนขึ้นไป

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ด้าน "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มองแค่ผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่มองการจัดสวัสดิการในหลายๆ กลุ่ม แนวคิดขั้นแรกคือขีดเส้น Universal Basic Income หรือรายได้ที่ไม่ควรต่ำกว่านี้ก่อน ประมาณ 120,000 บาท/ปี หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือวันละ 400 บาท โดยในส่วนของกลุ่มแรงงานจะไม่ใช้วิธีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถ้ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ รัฐจะใส่ส่วนต่างของรายได้ให้ หรือในส่วนของภาคเกษตรก็เป็นการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร เช่น ประกันราคาข้าวไว้ 10,000 บาท ถ้าราคาตลาดอยู่ที่ 8,000 บาท รัฐจะโอนส่วนต่าง 2,000 บาทตรงเข้าบัญชีเลยเป็นต้น

ในส่วนของผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาท รวมทั้งมีเบี้ยผู้ยากไร้ โดยโอนตรงเข้าบัญชีเดือนละ 800 บาท เบี้ยผู้ยากไร้นี้ต่างจากของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่โอนเครดิตไปที่บัตรคนจนแล้วให้ซื้อของในร้านธงฟ้า แต่ของประชาธิปัตย์จะโอนตรงเข้าบัญชีเหมือนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยให้ประชาชนยื่นแบบภาษีเงินได้ส่วนบุคคล หากรายใดมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็จะได้เบี้ยผู้ยากไร้กลับไป แต่ถ้าเกิดได้งานทำ มีรายได้เกินเกณฑ์ก็จะถูกตัดออกไป

สำหรับที่มาของเงินที่นำมาใช้จัดสวัสดิการนั้น มีหลายๆแนวทางที่น่าสนใจ เช่น การลดการให้สิทธิพิเศษทางภาษีของ BOI ลง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่งดงามด้วยตัวเอง การที่ต่างนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ได้เข้ามาเพราะมี BOI แต่เข้ามาเพราะไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

นอกจากนี้ การเก็บภาษีจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นเรื่องน่าสนใจมาก เท่าที่คุยกับนักลงทุนบางส่วนก็ได้เสียงสะท้อนว่าไม่เกี่ยงที่จะจ่ายเพราะการเทรดหุ้นผ่านมือถือมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าซื้อขายผ่านโบรกเกอร์อยู่แล้ว ส่วนต่างตรงนี้มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ดังนั้น ถ้าออกแบบดีๆก็น่าจะเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้จาก Capital gain ดีกว่ามานั่งขูดรีดขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

"ยังมีบริษัทออนไลน์ต่างชาติ เช่น เฟสบุ๊ก กูเกิ้ล ฯลฯ ที่บริษัทคนไทยเทงบโฆษณาผ่านบริษัทเหล่านี้หลายหมื่นล้านแต่เขาไม่เสียภาษีเลย ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนควรผลักดันอาเซียนให้เก็บภาษีบริษัทเหล่านี้เหมือนยุโรป" อรรถวิชช์ กล่าว

ในส่วนของระบบบำนาญนั้น พรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป้าหมายของทุกคนคือเหมือนกันคือมีบำนาญถ้วนหน้า ซึ่งบำนาญระยะยาวในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ชุดคือ 1.กลุ่มอยู่กับนายจ้าง ถ้าเป็นราชการก็อยู่กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถ้าเป็นเอกชนก็อยู่กับประกันสังคม ซึ่งในส่วนนี้ พรรคมีชุดความคิดที่สนใจคือการบังคับสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งถ้าได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะทำเรื่องนี้แน่นอนเนื่องจากเป็นการยกระดับเงินสำรองเลี้ยงชีพแบบบังคับ

ในส่วนของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบ ปัจจุบันมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่น่าเสียดายที่กองทุนนี้ง่อยเปลี้ยเสียขา ทั้งๆ ที่ถ้าอัดฉีดเงินลงไปอีกรัฐสวัสดิการก็ได้เพิ่ม บำนาญก็ได้เพิ่ม ประเด็นนี้ก็มีการหารือกันในพรรคว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลก็จะยกระดับแน่นอน และเชื่อว่าถ้า กอช.ยกระดับขึ้น มีการบังคับให้จ่ายเงินสำรองเลี้ยงชีพ เชื่อว่าเงินบำนาญของประชาชนจะมากกว่า 3,000 บาทแน่นอน

"นโยบายของประชาธิปัตย์ยืนยันว่าต่อไปนี้จะไม่มีคนมีรายได้ต่ำกว่าเส้น 120,000 บาท/ปี สำหรับแรงงานในระบบ ถ้าใครได้ต่ำกว่าจะมีการอัดฉีด ส่วนกรณีผู้สูงอายุ เพิ่มเป็น 1,000 บาท เบี้ยเลี้ยง อสม. เพิ่มเป็น 1,200 บาท เราคำนวนหมดแล้วว่าเงินจะมาจากไหนบ้างไม่ได้พูดส่งเดช" อรรถวิชช์ กล่าว

ดร.อุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา

ขณะที่ "ดร.อุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา" ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ชาติไทยพัฒนามีนโยบายปฏิรูปสังคมซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการจัดรัฐสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับการศึกษา ให้เข้าถึงแหล่งงานและสวัสดิการสาธารณะอย่างเป็นธรรม สามารถพัฒนาตนเองและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างภาคภูมิ

"สวัสดิการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการออม มีตัวเลขว่าคนไทยมีการออมแค่ 7% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาคือ 19.7% และถ้าดูประเทศที่พัฒนาแล้วมีการออมสูงถึง 50.7% ของ GDP ดังนั้นพรรคชาติไทยพัฒนาสนับสนุนเรื่องการออมเพื่อนำมาจัดสวัสดิการแก่ประชาชนได้" ดร.อุดมศักดิ์ กล่าว

สำหรับที่มาของเงินสำหรับจัดสวัสดิการ ดร.อุดมศักดิ์ กล่าวว่านอกจากปฏิรูประบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพแล้ว พรรคยังมองถึงการปรับระบบภาษีด้วยด้วย ไทยมีประชากร 67 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแค่ 4 ล้านคน ทำอย่างไรจะขยายฐานภาษีนี้เพื่อนำมาจัดสวัสดิการทั้งด้านการประกันรายได้ การศึกษา และสาธารณสุข หรือภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งก็สร้างก็ช่วยเพิ่มรายได้ได้ รวมทั้งการปราบคอรัปชั่นซึ่งมีการประเมินตัวเลขว่ามีการคอรัปชั่นถึง 1 แสนล้านบาท ก็จะช่วยนำเงินมาจัดสวัสดิการได้

ดร.อุดมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เห็นด้วยกับการออกกฎหมายเพื่อให้เกิดความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับเงินบำนาญหลายตัวมาก ทำอย่างไรจึงจะบูรณาการฐานข้อมูลที่ถูกต้องแบบเดียวกันเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ส่วนตัวเลข 3,000 บาท/เดือน ต้องคำนึงถึงงบประมาณและหนี้สาธารณะด้วย ถ้าสามารถพัฒนาทักษะการเพิ่มผลิตภาพที่ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นก็จะมาสามารถนำเงินมาสนับสนุนส่วนนี้ได้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (กลาง) 

"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ตัวแทนพรรคประชาชาติ ให้ความเห็นว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐสวัสดิการต้องเป็นสิทธิเสมอหน้า ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญ จะพบว่าเขียนโดยคนที่เกลียดชังประชาธิปไตย เฉพาะมาตรา 48 บอกว่าคนที่อายุ 60 ปีและไม่มีรายได้เพียงพอ รัฐธรรมนูญให้รัฐช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่สวัสดิการ

"แค่เริ่มต้นรัฐธรรมนูญก็เป็นการสงเคราะห์แล้ว พรรคเราจะแก้รัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ต่างๆให้เป็นประชาธิปไตย การจะแก้ปัญหาความยากจนต้องมีระบบประชาธิปไตย วันนี้ถ้าไม่คืนอำนาจให้ประชาชน งบประมาณประเทศก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำ" พ.ต.อ. ทวี กล่าว

พ.ต.อ. ทวี กล่าวอีกว่า พรรคมีนโยบายชัดเจนว่าส่งเสริมระบบบำนาญและสวัสดิการถ้วนหน้า ส่วนตัวเลข 3,000 บาท/เดือนที่ภาคประชาชนเสนอก็เห็นด้วย แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ต้องแก้ไขระบบการเงินการคลัง โดยต้องมีสถาบันอิสระเพื่อปฏิรูประบบงบประมาณ

"ถ้าดูมาเลเซียมีงบประมาณรายจ่ายของประเทศในปีต่อไป 2 แสนล้านบาท ขณะที่ไทยอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท กว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ เป็นเงินเดือนข้าราชการกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ไป 3 แสนล้าน ดังนั้น นโยบายสำคัญคือต้องปฏิรูประบบการจัดเก็บงบประมาณให้สมดุลและจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราไม่เชื่อในการจัดงบประมาณของรัฐ เราควรมีสถาบันอิสระที่มีตัวแทนทุกภาคส่วน อย่างน้อยขึ้นกับรัฐสภา ไม่ใช่จัดสรรแบบฟังชั่นแต่ต้องส่งไปให้ในพื้นที่ และเราเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องหาระบบอื่นมาเพิ่มงบประมาณสำหรับจัดสวัสดิการ เฉพาะงบประมาณที่มีอยู่เดิม เฉพาะองค์การมหาชนกับกองทุนต่างๆ มีเงินหลายแสนล้าน ไม่เคยมีการตรวจสอบ ดังนั้น ต้องปฏิรูประบบงบประมาณให้ตัวแทนภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรร ดังนั้นถ้าเราได้ สส.ประมาณ 20 คน เราจะเสนอกฎหมายนี้" พ.ต.อ. ทวี กล่าว

ศิริกัญญา ตันสกุล

"ศิริกัญญา ตันสกุล" ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า พรรคก็เชื่อว่ารัฐสวัสดิการจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ สำหรับคนที่ต้องดูแลทั้งลูกและผู้สูงอายุ ถ้ามีสวัสดิการที่เป็นสิทธิ ไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน ก็จะสร้างหลักประกันทางรายได้ สามารถวางแผนระยะยาวในชีวิตได้ และพรรคเองก็ได้จัดทำข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เบื้องต้นคือดูส่วนที่ทำได้เลย เช่น บำนาญถ้วนหน้า ถ้าทำได้เลยจะสามารถให้ได้ที่ประมาณ 1,800 บาท/เดือน รวมทั้งเรื่องการลาคลอด เงินเลี้ยงดูบุตร สวัสดิการแรงงานนอกระบบและการเพิ่มงบบัตรทอง จะเป็นแพ็คเก็จแรกที่เรานำเสนอหากได้เข้าไปอยู่ในสภาหรือร่วมรัฐบาล

เช่นเดียวกับแหล่งรายได้ก็มีแผนปฏิรูปงบประมาณเรียบร้อยแล้วว่าจะตัดตรงไหนได้บ้าง เช่น เพิ่มสวัสดิการเงินเดือนทหารชั้นผู้น้อย ลดจำนวนนายพล ก็ประหยัดเงินกลับมาประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือทยอยลด BOI ก็จะมีรายได้เพิ่มปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท การเกลี่ยงบกลางก็ลดการใช้จ่ายงบประมาณได้ 40,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การลดงบประจำ ถ้าลดแค่ 3% ก็จะประหยัดได้อีก 60,000 ล้านบาท รวมถึงการทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล เป็นต้น

"มันจัดสรรงบประมาณใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญกับเรื่องไหน" ศิริกัญญา กล่าว

ในส่วนของร่างกฎหมายเกี่ยวกับบำนาญถ้วนหน้า พรรคอนาคตใหม่ก็ได้เตรียมร่าง พ.ร.บ.ไว้เหมือนกัน โดยใช้ชื่อว่า พ.ร.บ.ไทยเท่าเทียม เพื่อยืนยันสิทธิทางกฎหมายที่เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของทุกคน อย่างไรก็ดีถ้าเครือข่ายภาคเอกชนมีร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติอยู่แล้ว ก็อาจร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายด้วยกันก็ได้ โดยคำนึงถึงเส้นความยากจนเป็นพื้นฐาน

"เรามีกฎหมายเกี่ยวกับบำนาญเยอะมาก ทั้ง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม แต่ไม่มี พ.ร.บ.ไหนที่ยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของบำนาญถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นต้องมีกฎหมายเพื่อยืนยันสิทธิอีกครั้ง รวมทั้งมีคณะกรรมการนโยบายที่จะควบคุมกำกับว่าทุกคนต้องมีบำนาญพื้นฐานและภาคสมทบ" ศิริกัญญา กล่าว

สมบัติ บุญงามอนงค์

ด้าน "สมบัติ บุญงามอนงค์" ตัวแทนพรรคเกียน ให้ความเห็นว่า ความยากจนในความหมายของตน นึกถึงคำว่าจนตรอก คือถ้าไปต่อไม่ได้ก็คือจนตรอก ความจนตรอกพัฒนามาจากความยากก่อน ชีวิตที่ยากและไม่สามารถผ่านขั้นตอนนี้ได้ถึงไปสู่ความจนตรอก คำถามคือทำไมยาก ก็มี 2 ปัจจัยคือ 1.มีอุปสรรค ถ้าดูคนจนจะพบว่าทำงานหนักกว่าคนรวยแต่ก็ยังยาก แสดงว่ามีอุปสรรคอยู่ ต้องค้นหาว่าอุปสรรคคืออะไรแล้วเอาออกไปหรือทำให้เบาบางลง 2.ต้องให้โอกาส คนจะพัฒนาตัวเองได้ต้องมีโอกาส เบื้องต้นคือโอกาสที่จะมีชีวิตรอด คืออาหาร ที่อยู่อาศัย ต่อมาคือโอกาสในการพัฒนาคือการศึกษา การงาน

"บำนาญถ้วนหน้าก็เป็นการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สามารถใช้กินข้าวได้ เหลือจ่ายค่าไฟนิดหน่อยแค่นั้น แต่การจะเปลี่ยนความยากจนมันต้องผ่านกระบวนการสะสมทุน ถ้าไม่สะสมทุนก็ไม่สามารถเปลี่ยนจากคนจนเป็นคนชั้นกลางได้" สมบัติ กล่าว

สมบัติ กล่าวอีกว่า การสร้างความมั่นคงของรัฐสวัสดิการ ต้องเอาไปปักไว้ในรัฐธรรมนูญก่อน จากนั้นก็ต้องดูยุทธศาสตร์และตัวบทกฎหมาย แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดได้จริงคือการบริหารจัดการ ซึ่งมี 2 อย่างคือ 1.ภายใต้งบประมาณจำกัด จะจัดสรรงบตรงไหนมาเติมและไม่ทำให้กลไกอื่นเสียหาย ต้องดูภาพรวมตรงนี้ก่อน 2.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของคนในสังคมไทย เป็นโจทย์ที่ต้องตีให้แตก เราต้องสร้างวัฒนธรรมในสังคมไทยที่ส่งเสริมการผลิต เช่น ถ้าคิดออกว่าจะลดค่าใช้จ่ายของรัฐตรงไหนได้บ้าง

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

ขณะที่ "เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์" ตัวแทนพรรคสามัญชน เห็นด้วยกับการมีระบบบำนาญแห่งชาติ แต่ชวนให้คิดต่อว่ามากกว่า 3,000 บาท/เดือนได้หรือไม่ เช่นอาจเป็น 4,000-5,000 บาท

"สมัยพรรคเพื่อไทยที่มีโครงการจำนำข้าว ถ้าคิดว่าการจำนำข้าวมีประโยชน์ต่อคนมหาศาลใช้เงินแค่ 2-3 แสนล้านบาท ถ้าคิดในแง่เดียวกัน โครงการส่งเสริมการลงทุนของ BOI เราเคยดูบ้างไหมว่าการลดหย่อนภาษีให้นักลงทุนเราสูญเสียไปเท่าไหร่ เป็นเงินนับล้านล้านบาท" เลิศศักดิ์ กล่าว

เลิศศักดิ์ กล่าวอีกว่า มีการคำนวนว่าถ้าจะต้องทำระบบบำนาญถ้วนหน้าได้ ต้องใช้งบประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เราสามารถเอางบประมาณส่วนต่างๆ มาใช้ได้ เช่น ยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีของ BIO อย่างน้อยได้ 2.4 แสนล้าน และปรับงบประมาณกลาโหมก็ได้เงินกลับมาอีก 2-3 แสนล้านบาท

"มันทำได้หมด แต่ต้องจัดการทรัพยากรใหม่" เลิศศักดิ์ กล่าว

เลิศศักดิ์ กล่าวอีกว่า เห็นด้วยว่าเรื่องบำนาญถ้วนหน้าไม่สมควรหยุดแค่ พ.ร.บ. แต่ต้องปักไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงถาวรและเป็นสิทธิโดยพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ไม่มีเรื่องรัฐสวัดิการ ดังนั้นถ้าพรรคไหนได้เป็นรัฐบาลอยากฝากให้ล้มยุทธศาสตร์ชาติก่อนเพื่อให้เป้าหมายรัฐสวัสดิการเดินหน้าไปได้ ไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินการ

ขอบคุณภาพจาก facebook บำนาญแห่งชาติ

ความคิดเห็นล่าสุด

CindyfnPax
15 ชั่วโมง 11 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 17 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 24 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 26 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 28 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 32 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 35 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

CindyfnPax
15 ชั่วโมง 11 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 17 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 24 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 26 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 28 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 32 นาที ago
CindyfnPax
15 ชั่วโมง 35 นาที ago
กลับด้านบน