สพศท.ชี้เลิกบรรจุหมอเป็นข้าราชการหลังปี 64 ต้องมีรูปแบบการจ้างอื่นที่ดึงดูดคนไว้ในระบบด้วย

ประธาน สพศท. ชี้เลิกบรรจุอัตราข้าราชการตั้งใหม่หลังปี 2564 ในส่วนของแพทย์และทันตแพทย์ ต้องมีรูปแบบการจ้างอื่นๆที่ดึงดูดด้วย ถ้ามีค่าตอบแทนดี หมอรุ่นใหม่อาจยอมรับได้ แต่ถ้าไม่ดึงดูดพอ คนจะไหลออกจากระบบและเงิน 9 หมื่นล้านบาทเพื่อลงทุนผลิตแพทย์ 2.4 หมื่นคนภายในปี 2570 จะไม่เกิดผล

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยืนยันให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทราบว่าจะจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อรองรับการบรรจุนักศึกษาวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ ในปี 2564 เป็นปีสุดท้าย โดยระบุว่า ในแง่ผู้บริหาร แนวคิดลดการบรรจุข้าราชการอาจเป็นความจำเป็นของรัฐบาลเพื่อลดภาระด้านการเงินการคลังในระยะยาว แต่ในแง่ของคนทำงาน ถามว่าเป็นข้าราชการดีกว่าไม่ใช่ข้าราชการอย่างไร ตนมองแค่ 2-3 ประเด็นเท่านั้น คือ การรักษาพยาบาลพ่อแม่และครอบครัวซึ่งข้าราชการมีสิทธิเบิกได้ อย่างไรก็ดี ตนมองว่าปัจจุบันนี้ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและบัตรทองมีความต่างกันไม่มากแล้ว ประเด็นนี้อาจไม่ใช่แรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบราชการ

ประเด็นต่อมา ข้าราชการดีกว่าในแง่บำเหน็จบำนาญและที่สำคัญมากกว่านั้นคือความมั่นคงในอาชีพ 2 ประเด็นนี้ดึงดูดคนให้เข้าสู่ระบบเข้ามาอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าถามว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ตนมองว่าถ้ารัฐมีการจ้างรูปแบบอื่นแล้วมีค่าตอบแทนหรือมีระบบสวัสดิการที่ดี คนรุ่นใหม่อาจจะยอมรับได้ แต่ต้องต้องมีคำตอบมาด้วยว่าถ้าไม่บรรจุอัตราตั้งใหม่ข้าราชการแล้วรูปแบบการจ้างจะเป็นแบบไหน

"แม้จะมีอัตราว่างแต่ก็คงไม่พอกับจำนวนแพทย์ที่จบมาในแต่ละปี ก็ต้องวนกลับมาว่าจะมีรูปแบบการจ้างอย่างไร จะให้อยู่ในสภาพไหน ถ้ามีแรงจูงใจหรือมีสวัสดิการที่ดีก็อาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ถ้ารูปแบบการจ้างไม่ดึงดูด บุคลากรก็ไหลออกแน่นอน" นพ.ประดิษฐ์ กล่าว

นพ.ประดิษฐ์ ย้ำว่า ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม โดยอนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 แต่ถ้าไม่บรรจุข้าราชการแล้วรูปแบบการจ้างไม่ดึงดูดพอ สิ่งที่คาดหวังหรือสิ่งที่ลงทุนไป 9 หมื่นล้านบาทก็จะไม่เกิดผล บุคลากรจะเกิดการไหลออกไปช่องทางอื่นๆ ไม่อยู่ระบบสาธารณสุขอีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.อนุมัติ ขรก.ตั้งใหม่ให้ สธ. 1,308 อัตรา 'แพทย์-หมอฟัน' ส่วนเภสัชไม่อนุมัติ ให้ใช้ตำแหน่งว่าง

ก.พ.แจงยกเลิกอัตราข้าราชการตั้งใหม่บรรจุหมอหลังปี 64 เหตุ สธ.ใช้ตำแหน่งว่างมาบรรจุได้

นายกแพทยสภาโนคอมเม้นต์ ก.พ.เลิกอัตราตั้งใหม่ ขรก.หลังปี 64

แจงเหตุเข้าใจผิดไม่บรรจุแพทย์ ปี 64 ‘แค่ สธ.เสนอแผนระยะแรก’ ยันต้องบรรจุอีก 10 ปีจึงสมดุล

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

เพื่อ Medical Hub • 2019-04-19, 09:37
quote: "คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม โดยอนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570" ........................................................................................................................................................................ วัตถุประสงค์หลักของโครงการผลิตแพทย์ 24,562 คน ภายในปี 2570 นี้ เขาคงไม่ได้ผลิตเพื่อแพทย์เพื่อป้อนให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อไปให้บริการแก่ชาวบ้านยากจนหรอกครับท่านประธาน สพศท. ........แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงก็คือต้องการผลิตแพทย์เพื่อป้อนโครงการศูนย์กลางด้านการแพทย์ระดับโลก(Medical Hub) ที่กำลังก้าวหน้า กำลังบูม สร้างรายได้ปีละแสนกว่าล้านบาท https://www.hfocus.org/content/2019/04/17031 ...... เพียงแต่เขาคงไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกกันตรง ๆ ...... ผลิตแล้วไม่บรรจุเป็นข้าราชการ ให้บรรจุเป็นแค่ลูกจ้างหรือ พกส. อัตราเงินเดือนก็พอ ๆ ข้าราชการหรือน้อยกว่า ..... แล้วจะมีหมอที่ไหนทนอยู่กับ สธ.ไปนาน ๆ ...... แค่อยู่เพิ่มพูนประสบการณ์ตามสัญญาใช้ทุนก็คงออกไปอยู่กับภาคเอกชนกันเป็นส่วนใหญ่ ..... ภายหลังปี 2564 รพ.รัฐของ สธ. ก็น่าจะเป็นได้แค่สถานที่ที่เพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่ลูกจ้างแพทย์จบใหม่ให้มีความชำนาญก่อนไปอยู่ภาคเอกชน ....... คนส่วนใหญ่ ชาวบ้านทั่วไป คนจน ๆ ก็เป็นได้แค่หนูตะเพาให้แพทย์จบใหม่ ๆ ได้เพิ่มพูนประสบการณ์.
วัตถุประสงค์หลัก • 2019-04-21, 15:21
"ปี 60 มูลค่ารายรับการดำเนินกิจการ รพ.เอกชน 234,327.2 ล้านบาท จากผู้ป่วย 61.6 ล้านราย" ............... ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุผลสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนปี 2560 พบว่า มีผู้ป่วยมารักษาใน รพ.เอกชนทั่วประเทศ 61.6 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ป่วยนอก 58.8 ล้านราย (95.5%) และผู้ป่วยใน 2.8 ล้านราย (4.5%) ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยชาวต่างประเทศ 4.2 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ป่วยนอก 4.013 ล้านราย (95.6%) และผู้ป่วยใน 186,741 ราย (4.4%) ............ และพบว่าการดำเนินกิจการโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจของประเทศถึง 99,427 ล้านบาท ซึ่งมาจากมูลค่ารายรับจากการดำเนินกิจการ 234,327.2 ล้านบาท หักด้วยค่าใช้จ่านขั้นกลางในการดำเนินการ 134,900.2 ล้านบาท https://www.hfocus.org/content/2018/11/16584
บังคับทางอ้อม • 2019-04-19, 09:57
คงมีทางทางเลือกที่รัฐน่าบังคับทางอ้อมให้เลือก คือการแปรรูปโรงพยาบาลของ สธ.ให้ไปเป็นโรงพยาบาลองค์การมหาชนแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ที่จะทำให้ รพ.องค์การมหาชนมีอิสระในการบริหารจัดการ สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนค่าจ้างแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางด้านการแพทย์อื่น ๆ ได้ ในอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่ใกล้เคียงกับ รพ.ภาคเอกชน ....... ปัญหาว่า รพ.ส่วนใหญ่ของ สธ. จะกล้าเลือกเดินทางนี้หรือเปล่า.
ทางเลือกที่ 2 • 2019-04-22, 09:26
แยกข้าราชการ สธ.ออกจาก กพ.
ทางเลือกที่ 3 • 2019-04-22, 09:31
โอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. หรือเทศบาล แบบ โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีฯ โรงพยาบาลเทศบาลนครอุดรธานี
WJ • 2019-04-19, 14:44
เว้นแต่ว่า รัฐจะหันไปคุมราคาบริการของเอกชน แต่รัฐคงมิกล้าทำหล่ะมั้ง
ไม่คุม Medical Hub • 2019-04-19, 15:30
รัฐคงไม่ไปคุมราคาอัตราค่าบริการโรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว อย่างดีที่สุดก็แค่ให้แจ้งประกาศราคาอัตราค่าบริการโดยเปิดเผย แม้แต่รายการใดอย่างไหนที่เป็นสินค้าควบคุมราคาเช่น ยารักษาโรค ก็ให้ตีความยกเว้นว่ายาใน รพ.เอกชนให้เป็นบริการทางการแพทย์ซึ่งไม่อยู่ในบังคับการควบคุมราคา เพราะมีบางคนบางกลุ่มต้องการให้โครงการMedical เป็นรายได้สูงสุด ที่ไร้การควบคุม อันที่จริงรายได้ของMedical Hub แสนกว่าล้านต่อปี เกือบ 80 %ก็ เป็นรายได้ที่มาจากจากคนไทยทั้งนั้น ก็ตีขลุมรวมว่าเป็นรายได้ที่มาจากชาวต่างชาติไปเสียทั้งหมด ........... สิ่งที่จะถูกควบคุมแทนก็คือ รพ.ของรัฐ ของ สธ. ที่จะไม่ให้ไปแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งก็มีหลาย ๆ มาตรการ เช่น ๑.ไม่เพิ่มงบประมาณขยาย รพ. ไม่เพิ่มเตียง ไม่เพิ่มตึก ๒.การจัดสรรงบประมาณให้งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวอย่างจำกัดเกือบทั้ง 3 กองทุน ทำให้ รพ.ของรัฐทั้งหลายส่วนใหญ่ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินพอที่จะมาใช้พัฒนา รพ. ค้างจ่ายค่าตอบแทนแพทย์ ๓. ไม่เพิ่มอัตราตำแหน่งข้าราชการแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์สาขาต่าง ๆ ให้แพทย์เป็นแค่ลูกจ้าง หมอทนไม่ไหวก็ลาออกไปอยู่ภาคเอกชน รพ.เอกชนก็สามารถจ้างแพทย์ที่มีจำนวนมากขึ้นได้ในราคาไม่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่ง รพ.เอกชนไทยก็สามารถลดราคาอัตราค่าบริการให้ต่ำกว่า รพ.เอกชนคู่แข่งประเทศอื่น ๆ ได้ เพราะค่าแรงไม่แพง ....... เพราะทุกวันนี้ประการสำคัญที่ รพ.เอกชน Medical Hubไทยสามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ก็น่าจะเพราะอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า รพ.เอกชนของประเทศที่พัฒนาแล้ว รพ.เอกชนMedical Hubไทยน่าจะกลัวและกังวลกันกันมากที่สุดคือมีจำนวนหมอไม่พอที่จะให้บริการและต้องจ้างในราคาอัตราค่าจ้างที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ และlส่งผลกระทบให้ต้องเพิ่มอัตราค่าบริการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตเมื่ออัตราค่าบริการ รพ.เอกชนในประเทศไทยต้องเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับอัตราค่าบริการของ รพ.เอกชนประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ Medical Hubไทยก็อาจไม่สามารถแข่งขันเป็น Medical Hub ของภูมิภาคหรือของโลกได้อีก.
srpsspvc • 2019-04-20, 17:36
ถ้าท่านผู้บริหารในรัฐบาลแน่จริง ลองมาเป็นพนักงานราชการหรือพนักงานกระทรวงก่อนสักปีสองปี ก่อนที่จะคิดอย่างนี้ดีกว่าไหม ให้คนอื่นเป็นพนักงานราชการหรือพนักงานกระทรวง แต่ตัวเองยังเป็นข้าราชการ ก็ไม่ควรหรอก
มันแปลกจริงนะ • 2019-04-22, 08:54
**กระเทือนวงการสาธารณสุข กพ. ตั้งเป้าปี 2564 งดรับบรรจุแพทย์ ทั้งที่จำนวนต่อหัวประชากรยังต่ำ หรือจงใจผลักไปอยู่เอกชน เพจด้านวงการสาธารณสุขชื่อดัง "Gosip สาสุข" กำลังนำเสนอประเด็นน่าสนใจที่กระทบต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่กลับไม่ได้ยินเสียขับขานเรื่องนี้ใน "สื่อหลัก" เมื่อคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีข้อเสนอแนะแนบท้ายมติบรรจุข้าราชการว่า ในปี 2564 จะจัดสรร อัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อรองรับ "การบรรจุนักศึกษาวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์" เป็น"ปีสุดท้าย" จนกระทั่ง "พี่ใหญ่"ของโรงเรียนผลิตแพทย์ อย่าง "ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา" คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล สะท้อนถึงความไม่เห็นด้วยทันที ด้วยเหตุผล เช่น ความกังวลเรื่องการขาดแคลนแพทย์ (โดยเฉพาะในชนบท) เพราะนักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่ ยังคงเลือกที่จะอยู่ในระบบ ไม่ออกไปทำงานในภาคเอกชน เนื่องจากความมั่นคงทางรายได้ - สวัสดิการ หากจะหายไปโรงพยาบาลเอกชนบ้าง ก็ไม่ได้มากอย่างที่หลายคนคิด ขณะเดียวกัน ระบบ "ใช้ทุน" ที่มีอยู่ ก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลแพทย์จบใหม่ ไม่ให้ย้ายงานไปยังภาคเอกชนโดยทันที หากแต่ต้องทำหน้าที่ตามจังหวัดน้อยใหญ่ ซึ่งนอกจากจะทำให้จำนวนแพทย์ต่อคนไข้ไม่อัตคัดมากนัก ยังทำให้หมอ ได้เรียนรู้ระบบ เรียนรู้สังคม และเรียนรู้สภาพพื้นที่จริง มากกว่าที่จะเกิดในเมือง โตในเมือง เรียนในเมือง และทำงานในเมืองเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญก็คือ ในเมื่อไทยยังต้องมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อ "รักษาฟรี" นั้น โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด ก็ยังต้องการแพทย์เข้ามาหมุนเวียนต่อเนื่อง เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่มหาศาลในแต่ละวัน อย่าลืมว่า "ระบบประกันสุขภาพ" นั้น ยิ่งมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ก็จะเพิ่มภาระแก่แพทย์ และโรงพยาบาลมากขึ้น แม้สำนักงานประกันสุขภาพจะออกมาสร้างมาตรการรณรงค์ป้องปรามก่อนเป็นโรค แต่ก็ยังไม่ได้ผล เพราะประชาชนถือว่า เจ็บไข้ได้ป่วย ก็รักษาฟรี ทุกวันนี้เมืองไทยมีอัตราแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน ที่ 0.5 คน ตัวเลขนี้รวมหมดทั้งแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน ในขณะที่ความต้องการที่แท้จริงอยู่ที่ 2 คน ต่อ 1,000 คน ซึ่งถ้านับการใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ ต่อจำนวนประชากร ก็ยังขาดแคลนแพทย์อีกจำนวนมาก อยู่ๆไม่รู้ คปร. ซึ่งอยู่ภายใต้ ก.พ.ไปคิดอีกท่าไหนบอกว่า จะงดรับการบรรจุแพทย์และทันตแพทย์ ในอีกสองปีข้างหน้า จนเพจดังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจาก คปร. จะไม่เข้าใจระบบแล้ว ยังอาจเป็น "ทฤษฎีสมคบคิด" เพื่อให้รัฐผลิตหมอป้อน "โรงพยาบาลเอกชน" มากขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ "กลุ่มทุนผูกขาด" สนใจลงทุนสร้างโรงพยาบาล สร้าง เมดิคัลฮับ" ของตัวเอง อยู่ดีๆ ก็มีนโยบายหยุดบรรจุหมอ และหมอฟัน เป็นข้าราชการออกมาทันที การออกนโยบาย"ไม่บรรจุ" จึงทำให้โรงพยาบาลเหล่านี้ อ้าแขนรอรับหมอจบใหม่ได้ทันที ไม่ต้องไปอัพเงินเดือน ขึ้นสวัสดิการ เพื่อใช้ "พลังดูด" ดึงหมอออกจากชนบทแข่งกันให้น่าปวดหัว ... อันที่จริง หากโรงพยาบาลเอกชนคิดราคาไม่แพงมากนัก ยอมเป็นตัวช่วยภาครัฐ ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือประกันสังคม ด้วยความเต็มใจ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โต แต่ในความเป็นจริง แทนที่จะสามารถเป็นที่ "พึ่งพา" หรือช่วยดึงคนไข้จากระบบหลักประกันสุขภาพ หรือ ประกันสังคมออกไปได้กลับกลายเป็นโรงพยาบาลที่แข่งกันขายความ "พรีเมียม" มากยิ่งขึ้นทุกวัน... สุดท้าย เรื่องนี้จึงต้องกลับมายัง สธ. ผู้ที่คปร. ออกหนังสือมาโดยตรง ให้หาทาง"บรรจุ" แบบใหม่ โดยไม่ต้องผ่านระบบของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องนี้ พูดกันมาอย่างน้อย 10 ปี โดยเฉพาะเมื่อการบรรจุข้าราชการ "พยาบาล" มีปัญหาติดขัด ว่าจะผลักดันให้แยก สธ.ออกจากระบบก.พ. เพราะพยาบาล มักโดนค่อนขอดว่าขออัตรา "มากเกินไป" แต่ที่ผ่านมา พอสุดท้ายก.พ. ยอมใจอ่อน บรรจุพยาบาลให้ สธ.ก็เงียบ ไม่ยอมคิดเปลี่ยนแปลง สุดท้ายอัตราบรรจุ พยาบาล ก็ยังจำกัดจำเขี่ยเหมือนเดิม เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร และคำถามว่า "ผลประโยชน์เรื่องนี้จะตกลงกับใคร" คนในวงการสาธารณสุข น่าจะรู้ดีที่สุด แต่ที่แน่ๆ ประชาชนอย่างเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้รับผลกระทบ ถ้าแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐขาดแคลน และเมืองไทยกำลังกลายเป็น "สังคมสูงอายุ" ที่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นโดยปริยาย มันแปลกจริงนะ https://mgronline.com/politics/detail/9620000038742

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน