นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมจากนโยบายปลดล็อคกัญชาในอเมริกา

ปี ค.ศ.2013 Evans และคณะตีพิมพ์งานวิจัยทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมจากนโยบายปลดล็อคกัญชาในอเมริกา ลงในวารสารวิชาการ The Journal of Global Drug Policy and Practice

ผลสรุปคือ ปลดล็อคแล้วเสียหายหนักต่อเนื่องไประยะยาว ได้น้อยแต่เสียมาก

รัฐต่างๆ ที่ปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ พบว่า เอาเข้าจริง คนเสพกัญชาเพิ่มขึ้น 2 เท่า และมีอาการติดยาต้องเข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ตัวเลขแต่ละรัฐต่างกันไป มีตั้งแต่เพิ่มขึ้น 75% ไปจนถึง 300% หนักหน่วงสุดคือ อัตราการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ตามข้อบ่งชี้จริงๆ นั้นมีน้อยกว่า 5% ของจำนวนคนใช้กัญชาทั้งหมด ที่เหลือคือแอบใช้เอง หาซื้อใช้เอง รวมถึงหมอสั่งจ่ายให้แบบแอบอ้างข้อบ่งชี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นจริง

เด็ก เยาวชน วัยรุ่น และวัยทำงานหนุ่มสาวอายุน้อยกว่า 24 ปี คือกลุ่มคนที่มีอัตราการเสพกัญชามากที่สุดในทุกรูปแบบ

ผลสำรวจการรับรู้เรื่องผลกระทบจากกัญชา พบว่าในกลุ่มเด็ก เยาวชน และวัยรุ่นนั้น มีการรับรู้อันตรายจากกัญชาลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดการเสพมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาซึ่งการออกจากระบบการศึกษา และการเกิดอุบัติเหตุจราจรหลังเสพกัญชามากขึ้น

การปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์นั้น พบว่ากัญชาไม่ได้มีสรรพคุณที่จะมาทดแทนการรักษามาตรฐานได้ ทำให้การปลดล็อคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้จำนวนมาก ทั้งในเรื่องความเชื่อ และการปฏิบัติระหว่างการดูแลรักษา และแน่นอนว่าส่งผลต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาระงานมากขึ้นในระบบสุขภาพอันเนื่องมาจากจำนวนคนติดกัญชาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วติด 10% แต่หากเป็นเด็กและเยาวชนที่เริ่มเสพ จะมีโอกาสติด 16% และหากคนเสพกัญชาทุกวันจะมีโอกาสเกิดอาการติดยาถึง 30-50%

ทั้งนี้มีการคาดประมาณว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ประเทศต้องแบกรับเพื่อดูแลรักษาผลกระทบจากการเสพกัญชาจะสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะคิดเป็น 60% ของค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการปลดล็อคกัญชา

นอกจากนี้ปัญหาอุบัติเหตุจราจรยังมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนในปัจจุบันรัฐที่เป็นโมเดลกัญชาอย่างแคลิฟอร์เนียนั้นพบว่า มีปัญหาการขับขี่ผิดกฎหมายจากการเสพกัญชามากกว่าการดื่มเหล้าไปแล้ว

ทั้งนี้มีการวิจัยจาก Columbia University ตอกย้ำว่าการเสพกัญชาจะทำให้มีโอกาสขับขี่จนเกิดอุบัติเหตุรถชนกันมากขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากการเสพกัญชามากขึ้นอย่างชัดเจนในรัฐที่ปลดล็อคกัญชา ทั้งในเรื่องการจี้ปล้น การทำร้ายร่างกาย การฆาตกรรม ฯลฯ เช่นในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ปลดล็อคมาตั้งแต่ ค.ศ.2003

Imler S ผู้มีส่วนผลักดันกฎหมายปลดล็อคกัญชาในแคลิฟอร์เนียถึงกับแจ้งต่อสาธารณะว่า เดิมพยายามจะปลดล็อคเพื่อหวังช่วยคนให้พ้นจากตลาดมืด แต่สถานการณ์จริงหลังปลดล็อคกลับพบว่า ทุกอย่างที่ดำเนินไปนั้นก็อยู่ในวงจรอุบาทว์ของการทำเพื่อค้าขายหากำไร และควบคุมไม่ได้ รวมถึงการใช้กัญชาก็กลายเป็นวงจรของหมู่คนติดยาเสพติด

สำหรับเมืองไทยนั้น ชูแคลิฟอร์เนียโมเดลมาเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนนโยบายกัญชา ดูบทเรียนของเค้าแล้วยังน่ากลัว แต่ในเมืองไทยอาจรุนแรงกว่าก็เป็นได้

ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ และใช้ปัญญาในการคิดไตร่ตรอง เลือกดำรงชีวิตให้ห่างไกลยาเสพติด

สวัสดีวันหยุดครับ

อ้างอิง Evans DG et al. The Economics Impacts of Marijuana Legalization. The Journal of Global Drug Policy and Practice, December 2013.

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

Comments

อย่าเชื่อฝรั่งมากนัก • 2019-08-17, 23:37
อาจารย์ครับ ประเทศไทยเราใช้นโยบายกัญชาเสรี ใช้กัญชาเป็นยาแผนโบราณรักษาโรคมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยนับร้อย ๆ ปี ผมยังไม่เคยเห็นเอกสารทางประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารที่ระบุว่ากัญชาเป็นสาเหตุให้ประเทศชาติและประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบร้ายแรงเกิดความเสียหายจากกัญชาเสรีในยุคนั้นแต่อย่างใด..... 80 กว่าปีมานี้ เราเชื่อตามฝรั่งตะวันตกว่ากัญชาเป็นยาเสพติดร้ายแรง ห้ามผลิต ห้ามเสพ ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก ห้ามใช้ประกอบเป็นยารักษาโรค.... แต่วันหนึ่งฝรั่งก็ไม่เชื่อฝรั่ง ฝรั่งหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ รัฐ ได้ใช้นโยบายกัญชาเสรีตามอย่างประเทศเราเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว แม้จะมีผลงานวิจัยผลกระทบของกัญชาของฝรั่งที่อาจารย์อ้างถึงมากมาย แต่ประเทศฝรั่งกัญชาเสรีเขาก็ไม่ได้ยกเลิกนโยบายกัญชาเสรีของเขากันแต่อย่างใด..... เมื่อฝรั่งยังไม่เชื่อฝรั่ง แล้วบักสีดาควรจะไปเชื่อใครดี
คนอ่านท่านหนึ่ง • 2019-08-27, 09:54
น่าคิดนะครับ แต่ตามประเด็นเรื่องการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเมื่อ 80 ปีที่แล้วเสพกันเท่าไหร่ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์มากนัก เพราะการจราจรสมัยนั้นต่างกับสมัยนี้มาก โดยส่วนตัวผมคิดว่าการควบคุมการใช้งานทางการแพทย์แบบมีการเฝ้าระวังการใช้ที่ผิดนับเป็นทางเลือกที่สมเหตุผลที่สุด ณ เวลานี้ ถึงอย่างไรกัญชาก็ทำให้มีนเมาได้ การจำกัดวงใช้งานเพื่อให้คนรู้สึกว่าความมีนเมาเป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและผลกระทบอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำ จนกว่าจะมีเหตุให้ควรเชื่อว่ามันจะไม่เป็นปัญหาในสังคมบ้านเราอย่างแน่นอน

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน