ไทยติดอันดับ 6 ระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ไต้หวันคว้าที่ 1

นิตยสาร CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ประจำปี 2562 โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 2.ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ 3.ค่าใช้จ่ายในระบบ 4.การเข้าถึงยาคุณภาพ และ 5.ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ

นอกจากนี้ CEOWORLD ยังพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ระบบสุขอนามัย และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น การจัดการกับบุหรี่ – ยาสูบ และการจัดการโรคอ้วน โดยมีการสำรวจทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก โดยได้คะแนนทั้งหมด 67.99 เต็ม 100 แบ่งออกเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน 92.58 คะแนน ด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 17.37 คะแนน ด้านค่าใช้จ่าย 96.22 คะแนน ด้านการเข้าถึงยา 67.51 คะแนน และ ความพร้อมของรัฐบาล 89.91 คะแนน

เมื่อเทียบกับการจัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุด 25 อันดับแรกของนิตยสารเดียวกัน เมื่อปี 2560 พบว่าไทย ยังไม่ติดอันดับใดๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะในปี 2560 การจัดอันดับของ CEOWORLD ใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเฉพาะ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตขั้นพื้นฐาน 2.ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และ 3.ระบบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งแตกต่างชัดเจนจากการจัดอันดับในปีนี้ ซึ่งมีตัวชี้วัดแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อย่อย

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยได้รับการจัดอันดับ และถือว่าติดอันดับค่อนข้างสูง ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ

สำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ได้แก่ ไต้หวัน ซึ่งได้คะแนนโดยภาพรวมทั้งหมด 78.72 คะแนน โดยได้รับคะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 87.16 คะแนน คะแนนด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 14.23 คะแนน ด้านราคา 83.59 คะแนน การเข้าถึงยา 82.3 คะแนน และความพร้อมของรัฐบาล 87.89 คะแนน

ตามมาด้วยเกาหลีใต้ได้อันดับที่ 2 ญี่ปุ่น ในอันดับที่ 3 ส่วนออสเตรีย ตามมาเป็นอันดับที่ 4 และเดนมาร์ก ในอันดับที่ 5 ส่วนสเปน ได้รับอันดับ 7 ตามหลังไทย ฝรั่งเศส ตามมาเป็นอันดับ 8 เบลเยียม อยู่ที่อันดับ 9 และออสเตรเลีย อยู่ในอันดับที่ 10

ส่วนประเทศอื่นที่น่าสนใจ อาทิ เยอรมนี อยู่ในอันดับที่ 17 สหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 30 จีน อยู่ในอันดับที่ 46

ขณะเดียวกัน ในการจัดอันดับของ CEOWORLD พบว่าประเทศไทย มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่เหนือสิงคโปร์ ซึ่งตามมาในอันดับที่ 24 ซึ่งได้คะแนนที่ 48.54 คะแนน และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่อันดับ 34 ได้คะแนน45.1 คะแนน ส่วนอินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับ 52 เวียดนามอยู่อันดับที่ 66 ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆ ไม่ได้รับการสำรวจ

ลี โปชาง ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพไต้หวัน ระบุว่า เหตุที่ไต้หวัน สามารถเอาชนะเกาหลีใต้ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลกได้ เป็นเพราะว่า ในเกาหลี มีแพทย์เพียง 50% เท่านั้น ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพของรัฐ ขณะที่ในไต้หวัน มีแพทย์มากกว่า 93% ที่อยู่กับระบบประกันสุขภาพ ทำให้ไต้หวัน สามารถให้บริการอย่างมีคุณภาพตลอดทั้งปี

ขณะเดียวกัน ลียังระบุอีกด้วยว่า ปัญหาใหญ่ของแพทย์ในเกาหลีใต้คือ ทำงานด้วยความกดดันสูง ทำให้เกิดปัญหาแพทย์ “สไตรค์” หรือหยุดงานประท้วงอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีระบบสุขภาพที่แย่ที่สุดในโลก ได้แก่ 1.เวเนซุเอลา คะแนนรวม 32.42 คะแนน 2.ปากีสถาน 32.52 คะแนน 3.อิรัก 32.55 คะแนน 4.อาเซอร์ไบจาน 32.88 คะแนน และ 5.บังกลาเทศ 32.89 คะแนน

เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้จัดอันดับให้ไทย เป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าด้านระบบสุขภาพเป็นอันดับที่ 27 ของโลก โดยสูงขึ้นจากปี 2560 มากถึง 14 อันดับ

ขอบคุณที่มา

1.Revealed: Countries With The Best Health Care Systems, 2019: www.ceoworld.biz

2.Taiwan health care system ranked first by online business magazine: www.focustaiwan.tw

Comments

ทำไมไต้หวัน? • 2019-09-04, 14:27
"มีแพทย์มากกว่า 93% ที่อยู่กับระบบประกันสุขภาพ"......... ลี โปชาง ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพไต้หวัน ระบุว่า เหตุที่ไต้หวัน สามารถเอาชนะเกาหลีใต้ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลกได้ เป็นเพราะว่า ในเกาหลี มีแพทย์เพียง 50% เท่านั้น ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพของรัฐ ขณะที่ในไต้หวัน มีแพทย์มากกว่า 93% ที่อยู่กับระบบประกันสุขภาพ ทำให้ไต้หวัน สามารถให้บริการอย่างมีคุณภาพตลอดทั้งปี
รร.แพทย์ใต้หวัน • 2019-09-04, 19:07
"โรงเรียนสอนแพทย์ให้เป็นมนุษย์" วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ผมและคณะดูงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการของคณะแพทยศาสตร์ มูลนิธิฉือจี้ที่ฮวาเหลียน คณะแพทย์แห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ผลิตแพทย์จบไปหลายรุ่นแล้ว อาคารคณะแพทย์ปลูกสร้างอย่างอลังการมั่นคงแข็งแรง มีบริเวณพื้นที่สีเขียวกว้างขวาง บริเวณไม่ไกลจากคณะแพทย์มากนักเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลขนาด ๑,๒๐๐ เตียง ก่อสร้างอย่างอลังการเช่นเดียวกัน ระหว่างคณะแพทย์และโรงพยาบาลเป็นที่ตั้งของอาคารมูลนิธิที่สวยงาม บริเวณโดยรอบมีประติมากรรมที่งดงามและให้ความหมายที่ดีประดับไว้หลายสิบชิ้น ภายในอาคารมูลนิธิมีห้องประชุมขนาดใหญ่ และมีพิพิธภัณฑ์งานของฉือจี้ คณะแพทยศาสตร์ก่อตั้งขึ้นตามภารกิจของฉือจี้ที่มุ่งช่วยเหลือผู้คนในทุกๆ ด้าน ด้านการแพทย์ก็เป็นด้านหนึ่งที่ฉือจี้ให้ความสำคัญ เพราะเป็นการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างแท้จริง ซึ่งศาสนาคริสต์ได้จัดกิจกรรมทำนองนี้มานานแล้ว ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนเล็งเห็นว่ามูลนิธิพุทธฉือจี้ก็ควรทำกิจกรรมด้านนี้ด้วย อันเป็นปณิธานของท่านมาตั้งแต่อดีตดังที่เคยเขียนถึงไปแล้ว ดังนั้น นอกจากก่อสร้างโรงพยาบาลเพื่อบริการชาวบ้านแล้ว ก็ถือโอกาสก่อตั้งสถานที่ผลิตแพทย์ที่เน้นปลูกฝังมิติของความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางเทคนิค เพื่อให้ได้แพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ โดยมีเป้าหมายให้ได้แพทย์ที่เก่งรักษาโรค รักษาใจ รักษาชีวิตของผู้คนเสมือนญาติ และทำหน้าที่โอบอุ้มโลกใบนี้ด้วย คณะแพทย์แห่งนี้ ใช้ "พรหมวิหาร ๔" อันเป็นแนวทางพระโพธิสัตว์ที่ชาวฉือจี้ยึดถือมาเป็นคำขวัญประจำคณะ คือ ๑. เมตตา ฝึกการมีจิตใจต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข ๒. กรุณา ฝึกลงมือทำเพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ๓. มุทิตา ฝึกเรียนรู้ เข้าใจ และกตัญญูในสรรพสิ่ง ๔. อุเบกขา ฝึกเข้าใจความเป็นธรรมชาติธรรมดาสามารถลดตัวตนและปล่อยวาง เป็นการตีความพรหมวิหาร ๔ อย่างกว้างและลึก การผลิตแพทย์ของที่นี่ใช้หลักสูตรทำนองเดียวกับสากล คณบดีจบแพทย์จากสหรัฐอเมริกา ทำงานที่นั่นเกือบ ๒๐ ปี ก่อนกลับมาทำงานให้ฉือจี้ที่ไต้หวัน โดยเขาเน้นการฝึกอบรมด้านศิลปวัฒนธรรม มนุษยศาสตร์และการพัฒนาจิตวิญญาณอย่างเข้มข้นและเอาจริงเอาจังควบคู่ไปด้วย เขาไม่ต้องการให้ได้แพทย์ที่เก่งแต่ทางเทคนิคชีวการแพทย์เพียงด้านเดียว นักศึกษาแพทย์ที่นี่มีชั่วโมงเรียนการจัดดอกไม้ การเขียนพู่กันจีน การชงชา การเดินการนั่ง การยกโต๊ะเก้าอี้แบบไม่ให้เกิดเสียง และอื่นๆ อีกหลายอย่างเพื่อฝึกให้เป็นคนประณีตละเอียดอ่อน เข้าถึงสภาวะของจิตไม่หยาบกระด้าง นอกจากนี้ ก็ยังให้นักศึกษาไปทำงานอาสาสมัครต่างๆ เพื่อฝึกการบริการรับใช้ผู้อื่น ฝึกลดตัวตน ฝึกให้รำลึกถึงบุญคุณผู้อื่นจนเข้าไปอยู่ในจิตสำนึก กรณีที่เด่นสำหรับคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ ก็คือ การจัดการเรียนการสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ต้องเรียนผ่าศพอาจารย์ใหญ่ (อาจารย์ใหญ่เป็นคำเรียกผู้อุทิศศพให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนโดยทั่วไปศพอาจารย์ใหญ่ ๑ ท่าน สามารถให้นักศึกษา แพทย์เรียนพร้อมๆ กันได้ ๔ คน) ที่นี่สร้างระบบให้นักศึกษาเห็นความสำคัญและรำลึกในพระคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างสูงยิ่ง โดยเขาให้นักเรียนแพทย์ที่จะต้องเรียนผ่าศพได้ไปรู้จักกับครอบครัวของอาจารย์ใหญ่เพื่อให้เสมือนว่านักเรียนแพทย์เป็นสมาชิกในครอบครัวนั้นด้วย นักศึกษาแพทย์จะรู้ประวัติเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่ก่อนเรียนผ่าศพ เพื่อให้รู้ว่าร่างของอาจารย์ใหญ่มิใช่เป็นแค่ศพ แต่เป็นเรือนร่างของเจ้าของชีวิตที่เคยมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีคุณงามความดีและมีชีวิตจิตใจอันดีงาม เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์มีจิตใจที่รู้จักเคารพผู้อื่นแม้กระทั่งเขาเหล่านั้นเสียชีวิตเป็นศพไปแล้วก็ตาม เมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนผ่าศพ ก็กระทำด้วยความเคารพอย่างสม่ำเสมอเหมือนกระทำกับญาติผู้ใหญ่ มิใช่มองเห็นเป็นเพียงแค่ศพๆ หนึ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจแล้วเท่านั้น "นักศึกษาแพทย์จะกรีดผ่าศพของเราผิดพลาดสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เป็นไร เราอนุญาตให้ทำได้เต็มที่ แต่เมื่อจบไปเป็นแพทย์แล้ว ห้ามกรีดผ่าตัดใครผิดแม้แต่ครั้งเดียว" อาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งพูดฝากนักศึกษาแพทย์ไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต ทางอาจารย์ได้บันทึกเป็นวีซีดีไว้ให้นักศึกษาแพทย์ดูก่อนเริ่มเรียนวิชานี้ ท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ บอกเราว่า "อาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมี ๒ คนคือ คนหนึ่งเป็นศพคนที่ตายไปแล้ว แต่อีกคนหนึ่งจะอยู่ในหัวใจของนักศึกษาแพทย์ตลอดไป" ด้วยระบบการจัดการที่ให้เกียรติแก่อาจารย์ใหญ่อย่างสูงเช่นนี้ มีผลทำให้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ที่นี่เป็นหมื่นราย มีศพอาจารย์ใหญ่มากเกินความต้องการ จนต้องบริจาคต่อไปยังคณะแพทยศาสตร์แห่งอื่นด้วย เมื่อได้ดูวีซีดีได้รู้ได้เห็นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หลายคนในคณะดูงานต้องเสียน้ำตาด้วยความประทับใจ และบางคนบอกว่า "เห็นแล้วน่าตาย" เพราะตายแล้วถ้าได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ที่นี่ ดูว่าจะได้รับเกียรติและได้รับความเคารพอย่างสูง...... อ่านรายละเอียดเพิ่เติมได้ที่: จิตอาสา พลังสร้างโลก (๔) การแพทย์ที่เน้นหัวใจของความเป็นมนุษย์ https://www.doctor.or.th/article/detail/1455
รพ.เอกชนใต้หวัน • 2019-09-04, 19:15
"โรงพยาบาลพระโพธิสัตว์"....... ช่วงราว ๒๐ ปีที่ผ่านมา ฉือจี้ได้สร้างโรงพยาบาลไว้บริการผู้ป่วยรวม ๕ แห่ง มีทั้งที่อยู่ในต่างจังหวัดและในไทเป เป็นโรงพยาบาลที่สร้างอย่างมั่นคงสวยงาม ป้องกันแผ่นดินไหวไว้พร้อมสรรพ เสาแต่ละต้นโอบคนเดียวไม่รอบคงจะใช้งานได้เป็นร้อยๆ ปี ค่าก่อสร้างทั้งหมดมาจากเงินบริจาคของสมาชิกฉือจี้จำนวนนับล้านคน ในช่วงที่ท่านธรรมาจารย์มีดำริจะสร้างโรงพยาบาลแห่งแรกยังไม่มีเงินเลย ทางการทราบเจตนารมณ์ก็ติงว่า เมื่อไม่มีเงินควรคิดทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ท่านธรรมาจารย์มั่นใจว่าจะทำได้ แม้ต้องใช้เงินหลายร้อยล้านเหรียญก็ตาม เมื่อเริ่มโครงการมีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่ไต้หวันมาก่อนแสดงความประสงค์ขอบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้สร้างโรงพยาบาล ท่านธรรมาจารย์ไม่รับเพราะต้องการให้คนไต้หวันส่วนใหญ่ได้ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงพยาบาลด้วยการร่วมบริจาคคนละเล็กคนละน้อยมากกว่า ในที่สุดโรงพยาบาลแห่งแรกก็สำเร็จจนวันนี้เปิดโรงพยาบาลแห่งที่ ๕ แล้ว (ขนาดใหญ่เกิน ๑,๐๐๐ เตียง ๓ แห่ง ขนาดเล็ก ๒ แห่ง)...... เครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่ต้องพูดถึง ทุกแห่งมีพร้อมอยู่ในระดับแนวหน้าของไต้หวัน และเข้ามาตรฐานสากล แต่ที่เด่นมากคือ การจัดระบบให้ความสำคัญกับมิติทางมนุษย์และจิตวิญญาณอย่างสูง โรงพยาบาลของฉือจี้ใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นคำขวัญกำหนดทิศทางการทำงานเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ ของฉือจี้ จึงมุ่งบริหารจัดการให้โรงพยาบาลเป็นทั้งแหล่งรักษาคน รักษาใจ รักษาโรค ไปพร้อมๆ กับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของทุกฝ่ายไปพร้อมๆ กัน บรรยากาศในโรงพยาบาลจัดได้ดีมาก สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นของยาให้ได้สัมผัส ผู้คนที่ทำงานในโรงพยาบาลมีทั้งแพทย์พยาบาล และบุคลากรวิชาชีพ ทำงานร่วมกับอาสาสมัครฉือจี้เป็นร้อยๆ คน ทุกคนให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แนะนำและให้บริการตามบทบาทหน้าที่ของตน ทราบว่าอาสาสมัครที่มาทำงานในโรงพยาบาลต้องแจ้งความจำนงเข้าคิวรอเป็นเดือนๆ กว่าจะได้มาทำงานอาสาสมัครในโรงพยาบาลครั้งละหนึ่งวัน .......... ในโรงพยาบาลมีการจัดสถานที่ปฏิบัติธรรมให้กับคนไข้ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม บรรยากาศสงบเย็นดีมาก โรงพยาบาลของฉือจี้มีการรณรงค์ภายในเพื่อสร้าง จิตวิญญาณการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เรียกว่า "The mission to be a human doctor" เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของผู้ให้บริการทุกระดับให้ใส่ใจในคุณค่าศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ให้เกียรติและให้ความเคารพในการให้บริการและระลึกในพระคุณของผู้ป่วยและญาติที่เขามาใช้บริการ เขาบอกว่า........ "แพทย์พยาบาลและทีมงานมีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกคนต้องลดตัวตนให้เล็กที่สุด จึงจะทำภารกิจที่สำคัญนั้นได้" เราจึงเห็นแพทย์ชาวฉือจี้ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้คนไข้และคนอื่นๆ ได้เสมอ นอบน้อมถ่อมตน ตั้งใจให้บริการอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพราะเขาถือว่าการได้ทำงานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากคือการทำหน้าที่ พระโพธิสัตว์ สะสมบุญกุศลให้สูงขึ้นเรื่อยไป................. "ธนาคารไขกระดูกอันดับหนึ่งของเอเชีย"....... ธนาคารไขกระดูกของมูลนิธิฉือจี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๗ ด้วยการเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาและแสดงความจำนงบริจาคไขกระดูก (Bone marrow registry) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือด เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคโลหิตจางบางชนิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โรคไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น........... ไขกระดูกคือเซลล์ที่ผลิตเม็ดเลือดตามปกติ ในกรณีเป็นโรคเลือดบางชนิดดังตัวอย่างข้างต้น จำเป็นต้องให้ยาทำลายไขกระดูกที่มีอยู่เดิม แล้วฉีดเซลล์ไขกระดูก ของผู้บริจาคเข้าไปทางหลอดเลือดให้เข้าไปอยู่ในไขกระดูก เพื่อทำหน้าที่แทนไขกระดูกของผู้ป่วย เป็นเทคนิคที่ทางการแพทย์ทำสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จากนั้นก็มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ......... ปกติแล้วผู้ป่วยมักจะสามารถรับบริจาคไขกระดูกได้จากญาติพี่น้องร่วมสายเลือด เนื่องจากมีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ ร่างกายผู้ป่วยก็จะไม่ปฏิเสธไขกระดูกที่ฉีดเข้าไป แต่ถ้าเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ ร่างกายก็จะปฏิเสธไขกระดูกที่ ฉีดเข้าไป ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถรับไขกระดูกจากญาติ พี่น้องก็ต้องรอคอยรับบริจาคไขกระดูกจากผู้อื่น ซึ่งมีโอกาสเข้ากันได้ประมาณ ๑ ใน ๕ หมื่น ดังนั้นการมีผู้บริจาคไขกระดูกลงทะเบียนไว้มากเพียงใดก็มีโอกาสทำให้มีเนื้อเยื่อเข้ากับผู้ป่วยได้มากเท่านั้น (ไม่ต้องบริจาคไขกระดูกไปเก็บไว้ในธนาคาร แต่เป็นการเจาะเลือดไว้ตลอดด้วยเทคนิคพิเศษเท่านั้น) ต่อเมื่อตรวจพบว่าเนื้อเยื่อของเราเข้าได้กับผู้ป่วยพอดี ถึงเข้าสู่กระบวนการเจาะไขกระดูกจากตัวเราไปให้ผู้ป่วย ซึ่งก็มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสบริจาคไขกระดูกให้กับผู้ป่วยจริงๆ ใครที่ลงทะเบียนบริจาคไว้แล้วได้บริจาคจริงก็ถือว่าได้โอกาสทำบุญทำกุศลอันยิ่งใหญ่ ปัจจุบันธนาคารไขกระดูกของฉือจี้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคมากถึงเกือบ ๓ แสนคน มีการบริจาคไขกระดูกช่วยเหลือผู้ป่วยจริงๆ ทั้งในไต้หวันและประเทศ อื่นๆ ไปแล้วกว่า ๘๐๐ ราย ใน ๒๐ ประเทศ นับเป็นธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย......... "บทเรียนรู้"......... การดำเนินกิจการทางการแพทย์ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมของมนุษยชาติอันยิ่งใหญ่ เพราะมิใช่เป็นเพียงแค่กิจการสังคมสงเคราะห์ผู้เจ็บป่วย ด้วยบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแบบทั่วๆ ไปเท่านั้น หากแต่เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร และฝ่ายผู้รับบริการไม่ว่ายากดีมีจน มีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว เป็นการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆ กัน ฝ่ายผู้ให้บริการ ยิ่งทำงานก็ยิ่งจะต้องรู้จักลดตัวตนให้เล็กลง รู้จักเคารพอ่อนน้อมต่อผู้ที่ตนให้บริการและสรรพสิ่งรอบตัว และสร้างบุญกุศลด้วยการทำงานเพื่อผู้อื่นให้มากยิ่งขึ้น ฝ่ายผู้รับบริการก็จะได้รับบริการที่ดี มีทั้งคุณภาพ และมีน้ำจิตน้ำใจสอดแทรกอยู่ในทุกกรณี ส่งผลให้ตนเองต้องพัฒนาจิตใจตนให้เป็นผู้ที่รู้จักคิดถึงคนอื่นและพยายามทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นในส่วนที่ตนทำได้ ขยายวงออกไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเมื่อผ่านการ ดูแลจากทีมงานของฉือจี้ ในที่สุดก็จะกลับกลายมาเป็นสมาชิกและอาสาสมัครของฉือจี้บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ สุขของคนอื่นต่อไป เข้าลักษณะของการทำให้คนดีและความดีแพร่ระบาดออกไปอย่างต่อเนื่อง......... สิ่งที่ผมและคณะดูงานได้เห็นได้สัมผัสได้เรียนรู้มา มิใช่สิ่งที่เป็นอุดมคติ มิใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่เป็นเรื่องที่เกิดจริง มีรูปธรรม พิสูจน์ได้ ยืนยันได้ เรียนรู้ได้ ขยายผลได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า มนุษย์เราทุกคนสามารถนิพพานได้ในชาตินี้ เวลาใดที่เราลดตัวตนได้ ทำประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่นได้โดยไม่หวังผลตอบแทนอย่าง แท้จริง จิตใจเกิดปีติสุข เวลานั้นเราก็นิพพานแล้ว แม้เพียงห้วงเวลาสั้นนิดเดียวก็ตาม ที่เรียกว่านิพพานชิมลอง ไม่ต้องไปรอนิพพานในชาติไหนๆ ขบวนการพุทธฉือจี้เขาก็ชวนกันปฏิบัติเช่นนี้นี่เอง...... อ่านรายละเอียดเพิ่เติมได้ที่: นพ.อำพล จินดาวัฒนะ "จิตอาสา พลังสร้างโลก (๔) การแพทย์ที่เน้นหัวใจของความเป็นมนุษย์" https://www.doctor.or.th/article/detail/1455
Malanee Ladybug • 2019-09-07, 15:34
เอาข้อมูลมาจากไหนคะ ขนาดธงชาติฝรั่งเศส ยังผิด เชื่อถือได้จริงหรือคะ

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน