วิจารณ์หนัก ตัดงบ “บัตรทอง” - “สธ.” ชี้กว่า 3 เดือน รพ. ต้องตัดเนื้อตัวเอง สู้โควิด-19

Thu, 2020-04-23 13:21 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“หมอสุภัทร” ชี้งบ “สปสช.” - “สธ.” เป็นเค้กก้อนเล็ก ยิ่งถูกตัดแบ่ง ยิ่งสร้างความลำบากให้กับ รพ. ทั่วประเทศ เผยที่ผ่านมาต้องจัดสรรงบ สู้กับ “โควิด-19” เอง เหตุไม่เคยได้รับเงินงบช่วยเหลือจากรัฐ โอนเข้าบัญชีแม้แต่บาทเดียว ระบุยังมีอีกหลายหน่วยงาน ที่สมควรถูกตัดงบมากกว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุข

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ในภาวะการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ ต้องแบกรักภาระหนักในการดูแลผู้ป่วย และหลายแห่งต้องบริหารจัดสรร นำเงินของโรงพยาบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด มาใช้สำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์เพิ่มเติม รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างห้องตรวจโรค เพื่อรองรับผู้ป่วย ขณะเดียวกันยังต้องปรับจุดตรวจโรค แยกกระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ การดำเนินงานทั้งหมดจำเป็นต้องใช้เงินทั้งสิ้น โดยในส่วนของ รพ.จะนะ ตอนนี้หมดเงินไปแล้วหลายแสนบาท ในการปรับปรุงห้องตรวจและสถานที่ นำไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น โต๊ะ เต็นท์ เครื่องวัดอุณหภูมิ รวมถึงจ่ายเป็นค่าแรงล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

ในขณะที่ผ่านมายังไม่ได้เคยได้รับงบประมาณที่เป็นตัวเงิน เพื่อรับมือในช่วงโควิด-19 ระบาด แม้แต่บาทเดียว โดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่างบประมาณจาก สธ. และ สปสช. มีอยู่อย่างจำกัด ในสถานการณ์ปกติก็แทบไม่พออยู่แล้ว ดังนั้น การที่รัฐบาลจะมาตัดงบหน่วยงานด้านสาธารณสุข โดนยึดคืนไปเป็นเงินกองกลาง ซึ่งก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ว่าเงินก้อนนี้จะนำไปจัดสรรใช้อะไรบ้าง ในท้ายที่สุด สธ. และ สปสช. จะได้กลับคืนมา เพื่อจัดสรรและต่อสู้กับภาวะโควิด-19 หรือไม่

“ที่ผ่านมา ผมพยายามไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หันไปเน้นให้ข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับการระบาด แต่หลังจากทราบว่าจะมีการดึงงบจาก สธ. 1,200 ล้านบาท และ สปสช. 2,400 ล้านบาท ส่งผลกระทบแน่นอนต่อเงินเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งเป็นหนึ่งในงบก้อนหลักที่ รพ. ได้รับจัดสรร จึงมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเราต่างรู้ดีว่างบประมาณของทั้ง 2 หน่วยงาน เป็นเค้กก้อนเล็กๆ ยิ่งถูกตัดแบ่งออกไป ก็จะทำให้เกิดปัญหา ปกติพวกเราก็ลำบากกันมากพออยู่แล้ว ที่สำคัญยังมีอีกหลายงานที่ควรถูกตัดงบมากกว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุข” นพ.สุภัทร ผอ.รพ.จะนะ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นพ.สุภัทร ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัว เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตัดงบประมาณดังกล่าว ระบุว่า “โควิด” ตัดงบสาธารณสุขและบัตรทอง “รัฐบาลเพี้ยน” อีกแล้ว ช่วงโควิดผมไม่ได้เขียนวิจารณ์รัฐบาลมาหลายวันแล้ว ตั้งใจเขียนงานกึ่งวิชาการเผยแพร่แทน แต่วันนี้ไม่วิพากษ์รัฐบาลบ้างคงไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลแอบหั่นงบสาธารณสุขและบัตรทอง

หลักการง่ายๆ ของรัฐบาลก็คือ ตัดงบกันถ้วนหน้า ทุกกระทรวงต้องหั่นงบมาลงขันตามเปอร์เซ็นต์ที่ไม่รู้ใครกำหนด ประมาณว่า รมต.เจ้ากระทรวงหรือปลัดกระทรวงก็จำใจต้องทำตาม ไม่อาจมีปากเสียงได้ ราวกับเรายังอยู่ในยุค คสช.

โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2563 ได้มีการพิจารณาเรื่อง การโอนงบประมาณ 2563 และได้มีมติตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรืองบ “บัตรทอง” จำนวน 2,400 ล้านบาท รวมทั้งงบของกระทรวงสาธารณสุขเอง 1,200 ล้านบาท รวมเป็น 3,600 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19

คนไทยทั้งประเทศคงยังไม่ทราบว่า “ตลอดสามเดือนที่มีการระบาดของเชื้อโควิด โรงพยาบาลต่างๆ แทบไม่เคยได้รับงบประมาณที่เป็นตัวเงินจากรัฐบาลเลย” นี่คือความจริงที่เราไม่อยากจะบ่นออกมา มีเพียงการส่งของมาให้เป็นหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจล ชุด PPE เป็นต้น แต่งบสักแดงเดียวมาเติมในกระเป๋าเงินบำรุงของโรงพยาบาลนั้นยังไม่มี แต่ละโรงพยาบาลนั้นใช้เงินบำรุงที่เก็บสะสมไว้เองมาเป็นเงินใช้จ่ายมากมายในช่วงนี้ และเกือบทุกที่ต้องเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชน ซึ่งสามารถช่วยโรงพยาบาลได้อย่างมาก

ในช่วงโควิด รายจ่ายสำคัญของทุกโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นคือ รายจ่ายในการปรับปรุงปรับเปลี่ยนสถานที่ให้รับกับสถานการณ์โควิด ตัวอย่างเช่นที่โรงพยาบาลจะนะ เราเพิ่มจุดคัดกรอง เราปรับปรุงหอพักแพทย์ให้เป็นหอผู้ป่วยโควิดขนาด 20 เตียง เราต้องจัดอัตรากำลังมาสอบสวนโรคทุกวันซึ่งต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่ม เราจัดยาโรคเรื้อรังส่งตรงไปที่บ้านผู้ป่วยกว่า 5,000 คน ซื้อครุภัณฑ์การแพทย์เพิ่ม ลงทุนกั้นห้องแบ่งส่วนเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจาย ต้องปรับปรุงห้องฉุกเฉิน ต้องสนับสนุนงบแก่ รพ.สต. เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนใช้เงินบำรุง เงินจัดสรรจาก สปสช.ตามปกติ หรือเงินบริจาคทั้งสิ้น ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบเพิ่มเติมจากลุงเลย

ไม่สนับสนุนงบให้กระทรวงสาธารณสุขหรือ สปสช.เพิ่มนั้น เราก็พอจะเข้าใจได้ เพราะรัฐบาลมีรายจ่ายสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจและดูแลประชาชนที่ยากลำบาก โรงพยาบาลต่างๆจึงแทบไม่มีใครออกมาเรียกร้องว่า “เข้าเนื้อ ของบเพิ่ม” แต่การมาตัดงบของสายสุขภาพลงไป 3,600 ล้านบาทนั้น เข้าใจไม่ได้เลย และไม่เข้าใจเลยว่า “ทำไมรัฐบาลจึงเพี้ยนเช่นนี้”

กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลเกือบ 1,000 แห่ง รพ.สต.อีก 10,000 แห่ง ทุกแห่งทำงานเต็มที่สู้ศึกโควิด ทุกแห่งควรได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม แต่นี่ไม่เคยให้งบเราแล้วยังมาตัดงบเราอีก วิธีคิดเช่นนี้ “สอบตกโดยสิ้นเชิง” ครับ

ขอบคุณภาพจาก facebook นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

Comments

Submitted by ต้องมีคำตอบที่ชัดเจน on
เมื่อ 17 มี.ค.63- นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ครม. มีมติอนุมัติงบกลาง 17,310 ล้านบาท สำหรับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง โดยส่วนแรก สำหรับแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโควิด-19 นั้น ....กระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดทั้งสิ้น 5,488 ล้านบาท โดยส่วนงานของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับ 1,551 ล้านบาท กรมควบคุมโรค 520 ล้านบาท สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 3,260 ล้านบาท .......https://www.thaipost.net/main/detail/60059 ........................................................................................................................................................................................................ แต่ถึงวันนี้ วันนี้ (23 เม.ย. 2563) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลายังไม่เคยได้รับเงินงบช่วยเหลือจากรัฐ โอนเข้าบัญชีแม้แต่บาทเดียว ....... ฉะนั้นรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. จะต้องออกมาชี้แจงรายละเอียดแล้วละครับว่า งบกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้มาจำนวน 5,488 ล้านบาท เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข"ด่านหน้า"ปฏิบัติหน้าที่สู้กับวิกฤตCOVID-19 นั้น เงินงบกลางจำนวนกว่าครึ่งหมื่นล้านบาทดังกล่าว มันไปค้างท่ออยู่ที่ไหน? ทำไมยังไม่ตกไปถึงโรงพยาบาลจะนะแม้แต่บาทเดียว?

Add new comment