ย้ำ ‘เมดิคัล ทัวร์ริสซึม’ มีผลดีต่อประเทศ พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันขาดแคลนบุคลากรสุขภาพ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แจงนโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม ดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย โดยสอดคล้องกับนโยบายสำคัญช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมศึกษาผลกระทบ จัดทำมาตรการป้องกันการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ และวางมาตรการรับมืออย่างใกล้ชิดต่อไป

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนว่านโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม อาจจะส่งผลกระทบกับระบบบริการสุขภาพไทย ทำให้ค่ารักษาพยาบาลและยาของโรงพยาบาลเอกชนมีราคาแพงขึ้นต่อเนื่อง เพราะผู้ที่เข้ามารักษาตามแผนดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้อัตราค่ารักษาพยาบาลและค่ายาในประเทศหรือที่รักษาคนไทยก็ปรับตัวแพงตามไปด้วย อีกทั้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ เพราะโรงพยาบาลที่รักษาต่างชาติก็จะให้ค่าตอบแทนที่สูง นั้น

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 นายแพทย์ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานของสภาวิชาชีพ โดยมีการควบคุม กำกับ ตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความปลอดภัย กับผู้รับบริการทุกคนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ

ส่วนอัตราค่ารักษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขได้นำข้อร้องเรียนจากประชาชนมาปรับรูปแบบการเรียกเก็บค่าบริการจากเดิมที่มีการแยกเก็บเป็นรายการให้เป็นไปในลักษณะการเหมาจ่าย โดยสถานพยาบาลต้องแจ้งอัตราค่าบริการให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจทุกครั้ง และต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมยกเว้นกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งต้องแจ้งรายละเอียดให้ผู้รับบริการรับทราบก่อนทุกครั้ง ซึ่งสถานพยาบาลเอกชนก็ถือเป็นหนึ่งในสถานบริการสุขภาพที่ดูแลสุขภาพประชาชนคนไทยใน 3 กองทุนหลัก ทั้งกลุ่มข้าราชการไทยและครอบครัว จากกองทุน กรมบัญชีกลาง กลุ่มประชาชนที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกลุ่มประชาชนที่มีสิทธิประกันสังคม จากกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม รวมทั้ง นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP)

นายแพทย์ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า การที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการรักษาพยาบาล หรือบริการ ทางการแพทย์ที่ประเทศไทยตามนโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม (Medical Tourism) นับเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศโดยรัฐสามารถนำรายได้ดังกล่าวมาพัฒนาประเทศ อีกทั้ง เป็นการสร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ประชาชน แต่ก็อาจจะมีผู้ที่เป็นกังวลว่าการที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลไทยอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อกลไกการตลาดทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลมีราคราสูงขึ้นนั้น ตนขอชี้แจงในประเด็นที่สังคมเกิดความกังวลทั้ง 2 ประเด็น ดังนี้

1.ตนขอชี้แจงว่า นโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด ด้วยสถานพยาบาลภาครัฐมีกรอบในการควบคุมอัตราค่าบริการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ส่วนสถานพยาบาลเอกชนก็มีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ควบคุม กำกับ อัตราค่าบริการให้เหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีกระทรวงสาธารณสุขร่วมพิจารณา จึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีการขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาล

และ 2.ในส่วนที่มีความกังวลว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรสุขภาพในภาครัฐ ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมามีการเคลื่อนย้ายบุคลากรจากภาครัฐไปภาคเอกชนบางส่วน กระทรวงสาธารณสุขจึง โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงได้มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ให้สถานพยาบาลเอกชนสามารถจัดการศึกษา อบรม วิจัยในสถานพยาบาลของตนเองได้เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และในการแก้กฎหมายดังกล่าวยังเพิ่มการส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ก

ทั้งนี้ ประเทศไทยของเราได้มีนโยบายพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ในทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย

1)ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub)

2)ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub)

3)ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub)

และ 4) ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub)

ที่ได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากบริการทางการแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ เกิดการกระจายรายได้สู่ประชาชน อีกทั้งช่วยส่งเสริม พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของประเทศให้มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สังเกตได้จากการที่ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล (Joint Commission International : JCI) มากที่สุดในทวีปเอเชีย สร้างความไว้วางใจ และยอมรับต่อบริการทางการแพทย์ของไทยในสายตาชาวโลก โดยนโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม เองก็เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา หรือผลกระทบที่แต่ละฝ่ายมีความกังวลว่าจะเกิดในอนาคต กรม สบส.จะให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบและวางมาตรการรับมือจากนโยบายเมคัล ทัวร์ริสซึมอย่างใกล้ชิดต่อไป

Comments

อย่าสับสนนะท่านกรมฯ • 2019-07-13, 02:21
กระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ หมอไม่ใช่ผู้ขายบริการฯ
เอกชนา อธรรมาภิบาล • 2019-07-13, 02:31
https://www.thairath.co.th/news/business/1473056
Anonymous • 2019-07-13, 02:41
ชี้"เมดิคัลทัวร์ริสซึม"ทำราคายา-ค่ารักษาพยาบาลไทยพุ่งกระฉูด... ทีดีอาร์ไอแฉค่ายา-รักษาพยาบาลแพง เหตุนโยบายเมดิคัลทัวร์ริสซึม ดึงเศรษฐีทั่วโลกมารักษาในเมืองไทย จี้รัฐออกมาตรการรับมือผลกระทบวงกว้าง แนะเก็บภาษีรพ.รักษาต่างชาติเป็นกองทุนพัฒนาสุขภาพคนไทย... นายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลและยาของโรงพยาบาลเอกชนมีราคาแพงขึ้นต่อเนื่องมาจากโครงการเมดิคัล ทัวร์ริสซึม หรือศูนย์กลางรักษาพยาบาลนานาของไทย เพราะผู้ที่เข้ามารักษาตามแผนดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเศรษฐีและผู้ที่มีกำลังซื้อสูงสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้แม้ว่าจะมีราคาแพงก็ตาม ส่งผลให้กรณีดังกล่าวช่วยดึงให้อัตราค่ารักษาพยาบาลและค่ายาในประเทศหรือที่รักษาคนไทยก็ปรับตัวแพงตามไปด้วย... ทั้งนี้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งศึกษาผลกระทบและควรออกมาตรการมารองรับของการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาทุกรัฐบาลยังไม่ได้พิจารณามาตรการใดๆในการลดผลกระทบในส่วนนี้  แม้ว่าในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาโดยเฉพาะราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ที่แพงกว่าโรงพยาบาลรัฐหลายเท่าตัว  แต่ก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้าในการดำเนินการมากนักส่วนหนึ่งเพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหากับกระทรวงพาณิชย์มากนักทั้งๆที่เป็นองค์กรดูแลโรงพยาบาล  โดยเฉพาะการมีราคามาตรฐานของยาและค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น... “ภาครัฐคงต้องศึกษาผลกระทบและออกมาตรการรับมือจากนโยบายเมคัล ทัวร์ริสซึมอย่างรอบด้าน แม้ว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลก็ตาม แต่ที่แน่ๆ เบื้องต้นมีปัญหากระทบ 2 ด้านคือ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ เพราะโรงพยาบาลที่รักษาต่างชาติก็จะให้ค่าตอบแทนที่สูง และเมื่อต่างชาติจ่ายในราคาแพงก็ทำให้ค่ารักษาพยาบาลทั่วไปก็ปรับตัวสูงตามกลไกตลาดไปด้วย”... นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการที่จะรองรับการเติบโตของธุรกิจตามนโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม เช่น การเสนอเก็บภาษีกับโรงพยาบาลในกรณีที่รักษาต่างชาติ เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าวมาเป็นกองทุนเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพคนไทยหรือการสร้างบุคคลกรด้านสุขภาพของภาครัฐ ส่วนรายละเอียดในการเก็บภาษีต้องขึ้นอยู่กรมสรรพากรจะดำเนินการในรูปแบบใด เพราะไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งต่อไปอาจเน้นเฉพาะรักษาคนต่างชาติและให้ความสำคัญคนไทยน้อยลง... “ผลกระทบจากเมดิคัล ทัวร์ริสซึมตอนนี้ได้ลุกลามไปในโรงพยาบาลรัฐแล้ว เนื่องจากในระยะหลังโรงพยาบาลรัฐบางแห่งมีรูปแบบการบริหารงาน 1 โรงพยาบาล 2 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบที่ 1 คือรักษาชาวบ้านทั่วไปในราคาถูก และรูปแบบที่ 2 จะมีช่องการรักษาคนที่มีกำลังซื้อสูงด้วยการให้บริการความสะดวกสบายและใช้หมอที่มีศักยภาพเข้าไปให้บริการ เนื่องจากโรงพยาบาลต้องการที่จะรักษาบุคคลกากรที่มีศักยภาพไว้หรือป้องกันการถูกซื้อตัว เป็นต้น”... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/economic/719670
Anonymous • 2019-07-13, 02:53
"เมอร์สเข้าไทยรอบ 2 หรือเมดิคัลฮับจะได้ไม่คุ้มเสีย"... ข้อเขียนจาก นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ซึ่งเขียนในประเด็นนี้เป็นครั้งที่ 2 กับเหตุการณ์พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มารักษาในไทย แต่เป็นผู้ป่วยโรคเมอร์ส ซึ่งข้อเสนอของ นพ.ธีระคือ เมื่อรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้านโยบายเมดิคัลฮับ หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่ยอมแลกกับปัญหาสมองไหล ผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชน ตลอดจนความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรการรักษาพยาบาล ก็ต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจ รพ.เอกชนรับผิดชอบความเสี่ยงให้กับสังคมมากขึ้นด้วย... เมอร์สเคสแรกในประเทศเมื่อปีที่แล้ว ได้ทราบมาว่าใช้งบประมาณไปราว 100 ล้านบาทเพื่อจัดการควบคุม และเฝ้าระวังโรค (อ่านจากโพสต์ Facebook นพ.สุรเชษฐ์ อดีตรักษาการปลัด สธ.) จากนั้นรัฐก็ทำทุกอย่างให้เงียบเหมือนไฟไหม้ฟาง แม้จะมีหลายคนพยายามเตือนให้รัฐทบทวนนโยบายการส่งเสริมให้หารายได้จากการรักษาชาวต่างชาติ... งานวิจัยมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่เริ่มชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของนโยบายแบบเมดิคัลฮับ และ/หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม ไม่ได้มีแต่ข้อดีเรื่องเงินที่ไหลเข้าประเทศตามที่คาดหวัง แต่มีผลกระทบด้านลบทั้งเรื่องสมองไหลจากรัฐไปเอกชนมากขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพสำหรับประชาชนในประเทศ ความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาล การฟ้องร้อง ฯลฯ .... ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราเห็นชัดเจนจากกรณีของเมอร์ส ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของประชาชนในประเทศ และการถลุงงบประมาณสาธารณะเพื่อจัดการปัญหา ทั้งๆ ที่เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ได้นั้นตกอยู่แต่ในภาคส่วนเอกชน ในขณะที่รัฐได้ภาษีนิติบุคคลจากสถานประกอบการเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ประเทศต้องทุ่มเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหา.... บัดนี้เคสที่สองได้กลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมทวนซ้ำกระบวนการเดิม ที่ตกเป็นภาระของสถานพยาบาลภาครัฐ และหน่วยงานสาธารณสุขที่ต้องมาช่วยกันจัดการปัญหาเดิมๆ ภายใต้งบที่มีจำกัด... ถึงเวลาที่ควรจะเรียกร้องให้เกิดการเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศแล้วครับ เพื่อนำมาใช้ลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบส่งเสริมสุขภาพ และควบคุมป้องกันโรค...... เหล้ากับบุหรี่นั้นร้ายกาจจนเราต้องใช้มาตรการภาษีบาปมาจับ แต่เรื่องนี้นั้นรุนแรงยิ่งกว่า เพราะเห็นผลกระทบต่อคนหมู่มากในระยะเวลาอันรวดเร็ว เหตุใดฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารจึงทำตัววางเฉย? ฤ จะรอให้ระบาด และก่อผลกระทบต่อตัวท่านและคนใกล้ชิด... ได้ไม่คุ้มเสียหรอกครับ นโยบายหาเงินแบบนี้ การดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บไม่ใช่สินค้าหรือบริการแบบซื้อมาขายไป ยามใดที่สังคมคิดจะ "ซื้อขายชีวิต" ตามกลไกธุรกิจทุนนิยมแบบเป็นล่ำเป็นสัน ยามนั้นสังคมอาจต้องตระหนักและเตรียมใจรับกับผลกระทบต่อชีวิตคนในสังคม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนในสังคม ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และช่วยจัดการความเสี่ยงในสังคมด้วยครับ... ผู้เขียน ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ สำนักงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย... หมายเหตุ ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สคนแรกในไทย ซึ่งเป็นชาวโอมานเช่นกัน นพ.ธีระ เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวภายใต้ข้อเขียนนี้ เมอร์สเข้าไทย เมื่อหยุดเมดิคอลฮับไม่ได้ ต้องเก็บเงินความมั่นคงสุขภาพจากเอกชน ซึ่งเผยแพร่ใน hfocus เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.58 https://www.hfocus.org/content/2016/01/11595
กรมสนับสนุนขายบริการ • 2019-07-13, 05:52
https://www.nationalhealth.or.th/sites/default/files/upload_files/dmdocs/Tum_finalNH_resize.pdf ..................ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ ข้อ ๔๒ บัญญัติไว้ว่า....... รัฐควรสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่มุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก โดยไม่สนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ .......... "การบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ" หมายความว่า การบริการสาธารณสุขในลักษณะที่มุ่งหวังทำกำไรสูงสุดตามกลไกตลาด เพื่อนำกำไรมาแบ่งกันในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจ เช่นเดียวกับการประกอบธุรกิจทั่วไป https://pantip.com/topic/38526081
เรียน รมว.สธ. • 2019-07-13, 20:41
นโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม นโยบายสำคัญช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาลชุดนี้และชุดต่อ ๆ ไป รัฐต้องกำหนดทิศทางนโยบายเหล่านี้ให้ถูกต้อง และต้องมีความชัดเจน เดินให้ถูกทาง เพื่อนำรายได้ทั้งหมดจากนโยบายดังกล่าวมาพัฒนาวงการแพทย์ไทยจริง ๆ เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่นโยบายการแพทยพาณิชย์เพื่อเฉพาะคนต่างชาติและคนไทยที่มีกำลังจ่ายสูงเป็นหลัก เพื่อกำไรสูงสุดนำมาแบ่งปันแก่เจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นเท่านั้น ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ และประการสำคัญสูงสุดคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระบบบริการทางการแพทย์ของคนส่วนใหญ่ ไปแย่งทรัพยากรทางด้านบริการสุขภาพของคนส่วนใหญ่ซึ่งในภาพรวมของประเทศก็มีอยู่จำกัดไม่เพียงพออยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องไม่ส่งผลกระทบทางด้านป้องกันโรคติดต่อสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ทั้งที่อุบัติใหม่เช่น ซาร์ เมอร์ส เอดส์ และโรคติดต่อเก่า ๆ เดิม ๆ ที่รักษายากขึ้น เช่น เชื้อวัณโรคดื้อยา ซึ่งรัฐต้องใช้งบประมาณมากมายมาใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ...... ผมเห็นด้วยกับนโยบายเมดิคัลทัวร์ริสซึม นโยบายสำคัญที่ช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ของประเทศให้ทันสมัยเจริญก้าวหน้ามีคุณภาพได้มาตรฐานนานาชาติ ..... แต่ผมไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ ทิศทางที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพดำเนิการอยู่ในทุกวันนี้ ที่ใช้ยุทธศาสตร์ให้การสนับสนุน"การแพทยพาณิชย์ การบริการทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดเชิงธุรกิจเช่นเดียวกับการประกอบธุรกิจทั่วไป"นั้น ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง....... รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพต้องดำเนินการตามนโยบายเมดิคัลทัวร์ริสซึม นโยบายสำคัญที่ช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โดยไม่ขัดแย้งกับข้อบัญญัติในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ ข้อ ๔๒ ที่บัญญัติไว้ว่า....... รัฐควรสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่มุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก โดยไม่สนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ .......... "การบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ" หมายความว่า การบริการสาธารณสุขในลักษณะที่มุ่งหวังทำกำไรสูงสุดตามกลไกตลาด เพื่อนำกำไรมาแบ่งกันในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจ เช่นเดียวกับการประกอบธุรกิจทั่วไป ....... ท่านอาจจะสงสัยว่าจะมียุทธศาสตร์หรือแนวทางอื่นอีกหรือในการดำเนินโยบายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องอาศัย"การแพทย์พาณิชย์" เพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับข้อบัญญัติในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติดังกล่าว ..... ผมเชื่อว่ายุทธศาสตร์และแนวทางเหล่านั้นยังมีอยู่... โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนโรงพยาบาลในสังกัดโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศและโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ออกนอกระบบราชการไปเป็นองค์การมหาชนเช่นโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) ที่มีความคล่องตัวในการบริหารแบบเอกชน สนับสนุนให้โรงพยาบาลในกำกับของรัฐเหล่านี้พัฒนาเปิดสาขาที่ให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชนไปทั่วประเทศโดยเฉพาะในเมืองหลัก ๆ ที่เป็นเมืองทองเที่ยว เพื่อนำรายได้กำไรทั้งหมดมาพัฒนาวงการแพทย์ไทยให้เจริญก้าวหน้า ไม่ใช่นำกำไรสูงสุดมาแบ่งแก่เจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้น เพื่อให้กลายเป็นนายทุนสามาณย์ผู้ยิ่งใหญ่นำเงินเหล่านั้นไปปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักฐานชัดเจน ทำลายความน่าเชื่อถือในตลาดหลักทรัพย์ ทำลายความน่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศในสายตานานาชาติ ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่ปรากฎเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ..... รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องเลิกให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์พาณิชย์อย่างเด็ดขาด.
ไม่หนุนทุนสามานย์ • 2019-07-13, 21:00
"ยุติการทำกำไรธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบนความเจ็บป่วยของประชาชนบทเรียนจากเบลเยียม"...... โดย: นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชมรมแพทย์ชนบท นักศึกษาปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน เมืองแอนเวิร์ป ประเทศเบลเยียม ..... "สุขภาพและความเจ็บป่วย ต้องไม่ใช่สินค้าเพื่อแสวงหากำไร หลักการนี้เป็นหลักสากล แต่กำลังเลอะเลือนเพราะระบบทุนนิยมสามานย์"...... ทิศทางของการพัฒนาสำหรับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนรวมทั้งประเทศไทยคือ การกระจายอำนาจ การลดขนาดของภาครัฐ การส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม..... แต่สำหรับสุขภาพและความเจ็บป่วย การกระจายอำนาจและการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนต้องมีลักษณะพิเศษ เพราะสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นเรื่องมนุษยธรรม ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่การค้ากำไรจนเสมือนการทำนาบนหลังคนหรือการทำเงินบนความป่วยไข้ของเพื่อนมนุษย์...... บทเรียนจากประเทศเบลเยียมนั้นสะท้อนการจัดการที่น่าสนใจ บนความสมดุลระหว่างการค้าเสรีแบบทุนนิยมและการดูแลสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ...... ในปัจจุบันนี้ประเทศทุนนิยมเต็มรูปแบบเช่นประเทศเบลเยียมนั้น ดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยสองระบบสำคัญคือ ระบบคลินิกแพทย์เอกชน และระบบโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร..... ระบบคลินิกแพทย์เอกชนก็เหมือนกับคลินิกแพทย์ในประเทศไทยที่แพทย์มักจะมาเปิดคลินิกในช่วงเย็น แต่ที่นี่เขาเป็นแพทย์คลินิกเต็มเวลา ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถโทรศัพท์มานัดและมาหาตามเวลานัดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะเลือกไปหาคลินิกใกล้บ้าน ไปหาหมอคนเดิมที่รู้จักผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างดี จนกลายเป็นระบบแพทย์ประจำครอบครัวขึ้นมา เป็นระบบบริการด่านหน้าหรือระบบบริการปฐมภูมิ..... ประชาชนทุกคนที่นี่จะมีหลักประกันสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งประเภท ส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม เพราะเกือบทุกคนมีรายได้เป็นเงินเดือน เมื่อไปรับการรักษาที่คลินิกก็จะจ่ายเงินค่าตรวจค่าปรึกษาให้กับแพทย์ในอัตราตามอัตรามาตรฐานของเมืองนั้นๆ ผู้ป่วยจะไม่ได้ยาแต่ได้ใบสั่งยามาจากแพทย์แล้วต้องนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านเภสัช ผู้ป่วยจะนำใบเสร็จทั้ง 2 ใบไปขอรับเงินคืนจากหน่วยงานประกันสุขภาพในภายหลัง..... หากเจ็บป่วยมากกว่าความสามารถของแพทย์ที่คลินิกจะรักษาได้ ก็จะส่งต่อไปที่โรงพยาบาล หรือผู้ป่วยอาจเลือกไปโรงพยาบาลเองโดยไม่ผ่านระบบส่งต่อก็ได้ ระบบโรงพยาบาลที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศไทย แต่ที่น่าสนใจคือ ในปัจจุบันนี้ ประเทศทุนนิยมเต็มขั้นหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งเบลเยียม เขาไม่มีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่แสวงหากำไร เขามีแต่โรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น แต่เดิมนั้นระบบสุขภาพของเบลเยียมมีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไร เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนามากขึ้น หน่วยงานบริการของราชการเกือบทั้งหมด ได้รับการแปรรูปเป็นองค์กรเอกชนในกำกับของรัฐ ซึ่งบริหารแบบเป็นอิสระ หรือถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลของรัฐที่มีประสิทธิภาพต่ำในสายตาของระบบทุนนิยมก็ได้แปรรูปไปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร..... นั่นคือโรงพยาบาลยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ยังต้องการการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีกำไร ต้องจัดบริการให้ดีเพื่อประชาชนจะได้มาใช้บริการ เพราะการที่มีผู้ป่วยเลือกมาใช้บริการหมายถึงกำไรและความอยู่รอดขององค์กร แต่กำไรนั้นไม่ได้เพื่อเข้ากระเป๋าใคร แต่นำมาบริหารจัดการสร้างคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยและดูแลคนทำงานขององค์กร....... ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่มีนักธุรกิจด้านสุขภาพเป็นเจ้าของก็ทยอยปิดตัวลงไปจนปัจจุบันนี้ ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนแบบที่เข้าตลาดหุ้นหรือมีกลุ่มนักธุรกิจเป็นเจ้าของเพื่อการทำกำไรแม้แต่แห่งเดียว เขาได้ปิดกิจการหรือแปรรูปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด....... สำหรับเบลเยียมเขาวางระบบให้โรงพยาบาลทุกแห่งนั้นต้องเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นหมายความว่าองค์กรคือโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีกำไรได้ แต่กำไรนั้นหมุนเวียนในการระบบ เพื่อพัฒนาบริการเป็นหลัก รวมทั้งการดูแลสวัสดิการเงินเดือนโบนัสเจ้าหน้าที่ในอัตราที่รัฐกำกับเพดานไว้ ไม่มีการนำไปจัดสรรเป็นเงินปันผลผู้ถือหุ้นหรือนำเข้ากระเป๋าส่วนตัว ในปัจจุบันระบบการแพทย์ในเบลเยียมทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่า เป็นระบบเอกชนที่มีจุดมุ่งหมายสาธารณะ (private system for public purpose) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโรงพยาบาลเอกชนในประเทศอเมริการวมทั้งในประเทศไทยที่นิยมตามก้นอเมริกา ที่ยังมุ่งแสวงหากำไรบนความเจ็บป่วยของผู้คน....... วิธีการที่รัฐบาลทำให้ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนเพื่อทำกำไรแบบที่มีมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศไทย เขาก็ใช้วิถีทางในระบบทุนนิยม คือไม่ได้ใช้อำนาจแบบประเทศเผด็จการ ที่นี่เขาจะไม่ใช้การจำกัดสิทธิด้วยกฎระเบียบ เพราะขัดต่อหลักเสรีภาพและการค้าเสรี ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ของประเทศตะวันตก แต่เขาก็มีวิธีที่ยึดหลักการแต่ใช้การบริหารจัดการวางระบบได้ กล่าวคือ องค์กรประกันสังคมของรัฐ (social security organization) ซึ่งเป็นองค์กรถือเงินที่หักจากผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยองค์กรนี้เป็นเสมือนองค์กรซื้อบริการ เขาจะซื้อบริการจากใครหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายและการตัดสินใจจากคณะกรรมการประกันสังคมและรัฐบาล...... องค์กรประกันสังคมนี่เองที่ประกาศนโยบายจะซื้อบริการจากโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น ใครไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรก็ไม่ว่ากันแต่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเต็มจำนวน นักลงทุนคนใดจะมาเปิดโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไรซึ่งเป็นสิทธิที่ทำได้ตามระบอบทุนนิยม แต่มั่นใจได้เลยว่า ขาดทุนและต้องปิดตัวเองลงอย่างแน่นอน เพราะเกือบทุกคนในประเทศอยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่าผู้ประกันตนย่อมมีเสรีภาพในการเลือกไปใช้บริการที่ใดก็ได้ แต่เมื่อต้องจ่ายเงินเองส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีใครเลือกไปใช้บริการในที่ตนต้องเสียเงินเพื่ออีก ในที่สุดทุกโรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรก็ทยอยปิดตัว ขายกิจการให้กับโรงพยาบาลของมูลนิธิหรือของชุมชนไปในที่สุด...... ด้วยระบบประกันสังคมตั้งกติกาในการบริหารเงินประกันสังคมที่มาจากผู้ประกันตน, นายจ้างและภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการจะจ่ายค่ารักษาแทนผู้ประกันตนให้กับโรงพยาบาลที่ไม่แสวงหากำไรและในระดับคลินิกเอกชนเท่านั้น กลไกการกำกับด้วยมาตรการทางการเงินนี้ เป็นกลไกหลักกลไกเดียวที่มีประสิทธิภาพการจัดการสูงสุดในโลกทุนนิยม..... วิธีคิดของทุนนิยมในยุโรปนั้น ไม่เหมือนวิธีคิดทุนนิยมในอเมริกา ในอเมริกาทุกอย่างขายได้ ทำกำไรได้ แม้แต่สุขภาพและชีวิตมนุษย์ก็ทำกำไรได้ แต่ที่ยุโรปแนวคิดเรื่องสุขภาพและการศึกษานั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับคนทุกคนที่ต้องสามารถเข้าถึงได้ โดยต้องไม่มีอุปสรรคโดยเฉพาะด้านการเงิน คนรวยหรือคนจนต้องสามารถเข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเท่าเทียมกัน เพราะนี่คือการธำรงซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมในฐานะความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ..... โรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไรเข้ากระเป๋านักลงทุนนั้น เป็นหายนะของระบบสุขภาพที่ดีเพื่อพลโลก เราสามารถมีระบบสุขภาพที่ดีและต้นทุนต่ำได้ (good health at low cost) เมื่อออกแบบระบบให้สุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสวงหากำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้น อยากรวยก็ให้ไปลงทุนในธุรกิจอื่น..... ธุรกิจโรงพยาบาลในปัจจุบันคือธุรกิจที่อาศัยช่องว่างของการบริการภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำกำไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยิ่งเข้าตลาดหุ้นก็ยิ่งแพงอย่างไร้มนุษยธรรม ในอุดมคตินั้นโรงพยาบาลเอกชนสามารถเติมเต็มช่องว่างเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างมาก แต่ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร..... หากระบบโรงพยาบาลเอกชนเป็นไปเพื่อการไม่แสวงหากำไร เราจะสามารถล้างไตผู้ป่วยเพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว จะไม่มีวิธีคิดที่ว่าไม่รับล้างไตในอัตราที่ สปสช.จ่ายเพราะทำให้เสียราคา กำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นบนความตายของผู้ป่วยจะไม่มี เพราะราคาที่กำหนดนั้นเพียงพอต่อการดำเนินการมีกำไรแต่ไม่มากจนเกินไป..... เราจะไม่ต้องซื้อเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์คนเฉพาะในกรุงเทพฯ มีเครื่องมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งประเทศ เพราะเราจะสามารถใช้ร่วมกันได้ ลดการเสียดุลการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสุขภาพอีกมากมาย..... เราจะไม่ต้องมีปัญหาสมองไหลของอาจารย์แพทย์ที่เก่งจากจุฬาฯ รามาฯ ศิริราช ไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่จ่ายค่าตัวซื้อแพทย์คนละหลายล้านเหมือนซื้อตัวนักฟุตบอลไปรักษาแต่คนรวย..... เราจะไม่มีปัญหารถชนคนหน้าโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถพาผู้ป่วยที่สาหัสเข้าไปรักษาได้ ต้องพาไปโรงพยาบาลของรัฐที่ไกลกว่าทั้งที่สาหัส เพียงเพราะเป็นผู้ป่วยที่ไม่ทำกำไร..... และที่สำคัญ เราจะไม่มีปัญหาสองมาตรฐานทางการแพทย์ในการรักษาชีวิตและความเจ็บป่วยของผู้คน เพราะเมื่อไม่แสวงหากำไร การตัดสินใจก็จะบนพื้นฐานความรู้ทางวิชาการและประโยชน์ของผู้ป่วยตามบริบทแต่ละคน ซึ่งก็คือการเดินไปสู่การมีมาตรฐานเดียวกันนั่นเองที่มีแนวทางวิชาการเป็นแกนกลาง ไม่ใช่ล้มหัวโนก็ส่งเอกซเรย์สมองเพราะหวังกำไรจากความกลัวของผู้ป่วยโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ ...... ที่มา ผู้จัดการรายวัน เผยแพร่: 26 ม.ค. 2555 16:49 https://mgronline.com/daily/detail/9550000011903

ความคิดเห็นล่าสุด

Peerasak C.
2 ชั่วโมง 22 นาที ago
StevAgepay
17 ชั่วโมง 25 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Peerasak C.
2 ชั่วโมง 22 นาที ago
StevAgepay
17 ชั่วโมง 25 นาที ago
กลับด้านบน