รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า : ฝันให้ไกล…… (ไปให้ถึง ??)…..ใจต้องถึง

Sun, 2020-08-16 15:02 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มข. เผยมุมมองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนได้รับการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพตามมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน แนะแนวทางทำได้ยึดหลัก “ DREAM”

 

พระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ชนชาวไทยย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ และการให้บริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมเท่าที่จะกระทำได้ และมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้จึงต้องจัดระบบการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตให้มีการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน โดยมีองค์กรกำกับดูแลซึ่งจะดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อจัดการให้มีระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทั้งประเทศ และให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานด้วยกันทุกคน นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันระบบการให้ความช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาลได้มีอยู่หลายระบบ ทำให้มีการเบิกจ่ายเงินซ้ำซ้อนกัน จึงสมควรนำระบบการช่วยเหลือดังกล่าวมาจัดการรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในภาพรวมในด้านสาธารณสุขมิให้เกิดการซ้ำซ้อนดังกล่าว และจัดระบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นองค์กรของรัฐ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สปสช. ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และด้วยการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นอกจากนี้ สปสช. ได้พัฒนาโครงสร้างการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระดับพื้นที่ โดยจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขตสุขภาพ ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อดำเนินงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดด้วยความสัมพันธ์แบบ partnershipในฐานะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาจังหวัด ทั้งนี้เพื่อก้าวไปให้ถึงจุดมุ่งหมายตามวิสัยทัศน์ขององค์กร คือ มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงด้วยความมั่นใจและผู้ให้บริการมีความสุข

มุมมองของผมเป้าหมายสูงสุดของหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นต้องทำให้คนไทยทุกคนได้รับการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพตามมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นที่มาของเรื่องที่ผมอยากชวนคุยในบทความนี้ คือ “ฝันให้ไกล ….ใจต้องถึง”

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ…..สิ่งมหัศจรรย์ของโรค เพราะสามารถลดภาระหนี้สิน และภาวะล้มละลายของประชาชน เพิ่มการเข้าถึงระบบบริบาลสุขภาพ ประชาชนคนไทยได้รับการดูแลสุขภาพดี การบริบาลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยทีมสุขภาพของไทยที่ทุ่มเท ทำงานเกินคุ้มกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่น่าจะมีทีมสุขภาพชาติไหนในโลกนี้ที่จะสร้างหลักประกันสุขภาพแบบประเทศไทยได้ เพราะงบประมาณที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายนั้นทำงานหนักมาก

ฝันให้ไกล……ใจต้องถึง ประกอบด้วย

ฝันให้ไกล DREAM ได้แก่

D : Decentralized

R : Redesign

E : Easy

A : Agility

M: Mindset

และ ใจต้องถึง BRAVE ได้แก่

B : Budget

R : Reimbursement

A : All THAI

V : Vision

E : Exit

แฟ้มภาพ

Decentralized เขตสุขภาพออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพเฉพาะพื้นที่เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสุขภาพที่เป็นปัญหาหลักอย่างได้ผล และก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่จริงๆ โดยการร่วมมือกับผู้ให้บริการในพื้นที่ โดยการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ควรร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค เพื่อให้มีความเหมาะสมในด้านวิชาการ การสนับสนุนด้านวิชาการ และมีพันธมิตรในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ คือ อย่าบังคับให้ทุกคนใส่ชุดแบบเดียวกัน หรือกำหนดโครงการต่างๆ มาด้วยแนวทางเดียวกันหมดทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่จริงแล้ว แต่ละคน แต่ละพื้นที่นั้นมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาระบบบริการที่แตกต่างกัน

Redesign ปัจจุบัน สปสช. ในความคิดของสถานพยาบาล คือ เจ้านายที่เข้มงวด ขี้เหนียว จ่ายค่าแรงน้อย และไม่ตรงเวลา ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรนั้น ผมว่าน่าคิดครับ ผมอยากให้ สปสช. คือ หน่วยงานที่ทุกคนรัก ไว้วางใจ และถ้าใครเดือดร้อนก็สามารถเข้ามาพึ่งพา สปสช. ก็สามารถให้การช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ เปรียบเสมือนเป็น คนในครอบครัวเดียวกัน เป็นเพื่อนรักกัน สปสช. เปรียบเสมือนพ่อแม่ที่รัก หวังดีต่อลูก ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ดังนั้น สปสช. ควรออกแบบระบบการทำงานใหม่

Easy การทำงานกับ สปสช. ในปัจจุบันนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ยุ่งยาก ทำให้การทำงานนั้นเสียเวลาในการการจัดทำเอกสาร ขั้นตอนต่างๆ อย่างมาก ผมอยากให้การทำงานนั้นควรเป็นแบบง่ายๆ ทำงานแบบไว้ใจกันมากกว่านี้ ตอนนี้พวกเราที่ทำงานเหมือนกำลังถูกจับผิดทุกขั้นตอน พวกเรานั้นเหนื่อยมากแล้วจากการให้บริการ ยังจะต้องมาเหนื่อยกายและเหนื่อยใจกับการทำงานเพื่อการเบิกจ่ายต่างๆ หรือ เตรียมเอกสารการประเมิน การตรวจสอบคุณภาพ ผมอยากเห็น Easy project, Easy access, Easy evaluation และ Easy reimbursement

Agility การทำงานควรมีความคล่องตัว ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ง่าย ผมยกตัวอย่างการเปิดหน่วยบริการStroke Fast Track ซึ่งแพทย์และทีมสหวิชาชีพต้องมีการกระตุ้น ให้ความรู้ ให้การฝึกอบรม วางระบบจนสถนบริการนั้นมีความพร้อมในการรักษาคนไข้ได้ ภายใต้การให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโรงพยาบาลแม่ข่าย แต่ถ้ายังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการของ สปสช. ก็ยังไม่สามารถให้การรักษาผู้ป่วยสิทธิ์การรักษาบัตรทองได้ แต่สามารถให้การรักษาผู้ป่วยสิทธิ์ข้าราชการ ประกันสังคมได้ ทำให้ผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองสูญเสียโอกาสในการรักษา เพราะขั้นตอนการขึ้นทะเบียนก็ต้องใช้ทั้งเอกสาร และเวลา ต้องรอคณะกรรมการประชุม วิธีการทำงานแบบนี้ที่เน้าขั้นตอน เน้นกระบวนการ โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก ย่อมเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการพัฒนา รวมถึงโครงการอื่นๆ เช่นโครงการส่งยาถึงร้านยาโครงการส่งยาถึงบ้าน ผมขอร้องเถอะครับว่าควรกำหนดเป้าหมายเป็นหลัก อย่าไปกำหนด process ทุกขั้นตอนเลย

Mindset การทำงานด้วยหัวใจ โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดทำงานโดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด การทำงานกับสถานบริการด้วยความเข้าใจไม่อยากให้ทำงานด้วยกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว

Budget การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับค่ารักษาพยาบาลจริง การเบิกจ่ายที่รวดเร็ว ตลอดจนการมีงบประมาณสำหรับการจัดทำโครงการเฉพาะพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพที่แตกต่างกันในแต่ละเขตสุขภาพ และควรมีระบบร่วมจ่าย (ก่อนรับบริการ)

Reimbursement การเบิกจ่ายที่เป็นธรรม (สำหรับคนไทยทุกคน) ถ้าให้การรักษาไปแล้ว ก็ควรต้องจ่ายค่ารักษาให้ ไม่อยากได้ยินประโยค “คุณไม่ทำตามมาตรฐาน หรือเกณฑ์ที่ สปสช. กำหนด คิดว่าทำบุญ” ควรมีระบบการ audit ที่มีประสิทธิภาพ และเป้าหมายอย่างสร้างสรรค์ การปรับค่ารักษาพยาบาลให้เกิดความเหมาะสม ระบบการเงินที่ต้องให้สถานพยาบาลอยู่ได้ ต้องไม่ทำให้ผู้ให้บริการเดือดร้อน

All THAI หลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรมีเป้าหมายเพื่อคนไทยทุกคน เพื่อให้เกิดการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

Vision สปสช. ควรเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบสาธารณสุขสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ใช่ผู้ซื้อการบริการให้คนไทย

Exit กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพ โรคต่างๆ ที่เป็นปัญหาสุขภาพของประเทศไทย โรคต่างๆ ต้องได้รับการแก้ไข ระบบบริการด้านสาธารณสุขของประเทศไทยต้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโรค

คนไทยทุกคนมีความมุ่งหวังว่า สปสช. เป็นองค์กรที่ สร้างสุขให้ประชาชนไทย และเป็นสุขของประเทศไทย

 

Comments

Submitted by ตัวประกันของ สปสช. on
"Vision สปสช. ควรเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบสาธารณสุขสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ใช่ผู้ซื้อการบริการให้คนไทย"...... ผมเห็นด้วยว่า สปสช.ควรกำหนดบทบาทที่ชัดเจนคือตามที่กฎหมาย พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พศ. 2545 กำหนดไว้ คือจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายให้แก่หน่วยบริการอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ตามมาตรา ๓๘ "ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรียกว่า“กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ" และมาตรา มาตรา ๒๖ ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๕) จ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการกำหนดให้แก่หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา ๔๖ ...... ไม่มีมาตราไหนที่กำหนดอำนาจ สปสช.ให้เป็นผู้ซื้อบริการ........ ที่ผ่าน ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ สปสช.ทำตัวเป็นคล้าย ๆ นายหน้าค้าประกันสุขภาพภาครัฐผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลังทั้งการเมืองในรัฐสภาและการเมืองนอกสภาภาคอ้างประชาชนเครือข่ายประชาสังคมที่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลเอ็นจีโอ โดยจับเอาโรงพยาบาลรัฐเป้นตัวประกัน ไม่ค่อยได้สนใจที่จะปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จะจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลแก่หน่วยบริการยังไงก็ได้ หรือจะไม่จ่ายชักดาบดื้อ ๆ ก็เคยทำ ไม่มีใครกล้าท้วงติง ไม่มีมีใครกล้าปริปาก เพราะทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำส่วนใหญ่ล้วนเกรงกลัวอิทธิพลของเครือข่ายเอ็นจีโอเหล่านี้ ไม่มีใครกล้าขัดใจพวกเขา ......... โรงพยาบาลของรัฐที่มีข้าราชการการประจำระดับสูงและนักการเมืองเป็นผู้นำจึงต้องตกเป็นตัวประกันของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. นายหน้าค้าประกันสุขภาพภาครัฐ ที่ถูกครอบงำโดยเครือข่ายเอ็นจีโอไปโดยที่ไม่มีใครกล้าให้ความช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมแต่อย่างใด ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................... ""อย่าเอาโรงพยาบาลรัฐเป็นตัวประกัน"" โดย ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643829 ......................................................................................................................................................................................................... ถ้าจะตั้งคำถามว่า สถานะของโรงพยาบาลรัฐคืออะไร คำตอบก็คงจะมีหลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าใครตอบ ..................... ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โรงพยาบาลรัฐเป็นหน่วยงานระดับล่างของรัฐที่ต้องทำงานตามนโยบายจากส่วนกลาง ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลถือเป็นหน่วยบริการที่มีหน้าที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพประชาชน ตามหลักการบริหารจัดการชุมชน .................. โรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการทางสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน และมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในชุมชน ตามหลักการปกครอง โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้บริการดูแลสุขภาพเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการเข้าถึงประชาชนให้บริการแทนรัฐบาลที่บริหารประเทศ ............. ตามหลักการพัฒนาสังคมโลก โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ให้มนุษย์เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ โรงพยาบาลเป็นองค์กรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิใช้บริการพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ตามหลักธรรมาภิบาล โรงพยาบาลต้องให้บริการประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ มีจรรยาบรรณในฐานะที่บุคคลากรของโรงพยาบาลเป็นผู้อยู่ในวิชาชีพ และคงมีอีกหลายสถานะที่จาระไนไม่หมด ............. แต่มีสถานะหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นสถานะของโรงพยาบาลรัฐสำหรับบ้านเรา นั่นคือ สถานะของตัวประกัน. ................ ทำไมถึงบอกว่า โรงพยาบาลรัฐมีสถานะเป็นตัวประกัน ............... คำตอบก็คือ โรงพยาบาลรัฐไม่มีอำนาจต่อรองใดๆกับหน่วยงานใด และแม้แต่กับประชาชน ............... โรงพยาบาลรัฐถูกกำหนดโดยกฎหมายกว่าสิบฉบับให้เป็นผู้ให้บริการ แต่ไม่มีแม้ฉบับเดียวให้โรงพยาบาลมีอำนาจสั่งการใคร มีแต่รับคำสั่งและปฏิบัติตาม .................. เวลาเกิดคดีความในศาลถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคโรงพยาบาลโดยแพทย์พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถูกกล่าวหาต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ผิด ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายทั่วไปภาระพิสูจน์เป็นของผู้กล่าวหา ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็ถือว่าทำผิด .......................โรงพยาบาลรัฐแม้จะมีเงินได้ที่ถือเป็นรายรับเป็นเงินบำรุง แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินนั้นได้โดยตรง แต่ต้องขออนุมัติจากส่วนกลางตามระเบียบปฏิบัติ .................. โรงพยาบาลได้รับงบประมาณจากรัฐบาลแต่จะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับองค์กรที่มีอำนาจเบิกจ่ายงบประมาณแทน โดยไม่มีสิทธิปริปาก ............ โรงพยาบาลประกอบด้วยผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่การรักษาพยาบาลต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดย สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำการรักษา ............ โรงพยาบาลขาดทุนจากการดำเนินการตามนโยบาย แต่ก็ต้องทนอยู่กับสภาวะขาดทุนที่ไม่มีใครช่วย .................. โรงพยาบาลมีข้อพิพาทกับผู้ใช้บริการ บุคคลากรทางการแพทย์ก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดูเหมือนโรงพยาบาลจะเป็นกระโถนท้องพระโรงในทุกเรื่องอย่างที่คิดไม่ถึง............ โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการสั่งการตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้จะไม่เห็นด้วย .......... โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาพยาบาลได้ เพราะมีทั้งกฎหมายและจรรยาบรรณค้ำคออยู่ ....... โรงพยาบาลไม่สามารถหารายได้จากการให้บริการโดยเก็บค่าบริการเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และบุคคลากรของโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบจากส่วนกลาง.......... โรงพยาบาลรัฐเป็นเสมือนหนังหน้าไฟ เป็นด่านหน้าที่ติดต่อกับผู้ป่วยที่มาใช้บริการ แต่อำนาจของโรงพยาบาลที่จะจัดการปัญหาด้วยตนเองกลับทำไม่ได้........... ความไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลทำให้ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับใครได้โดยตรง แต่ต้องรับภาระเมื่อเกิดกรณีคู่สัญญาของกระทรวงผิดสัญญา และทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ไม่เคยมีผู้ป่วยหรือประชาชนตำหนิติเตียนองค์กรหรือส่วนกลางที่สั่งการให้โรงพยาบาลปฏิบัติงาน แต่โรงพยาบาลต้องรับคำตำหนิเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ ทำตามระเบียบบริหารงาน ......... สถานะของโรงพยาบาลที่ไม่มีทางออกเช่นนี้ คงไม่ต่างกับสถานะของตัวประกัน หรือลูกไก่ในกำมือของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไม่สามารถหลีกหนีภาระงานได้ เพราะผู้มาใช้บริการเป็นคนเจ็บคนป่วย คนใกล้ตาย ถ้าไม่ดูแลแล้วจะให้ใครดูแล ............ สภาพเช่นนี้เป็นสภาพของการถูกมัดมือชก ไม่มีปากมีเสียง ร้องไปก็ไม่มีคนฟัง มีแต่รองรับการสั่งการที่คนสั่งไม่ต้องทำ ไม่มีสิทธิโต้เถียง ความเป็นตัวประกันนี้คงจะยังอยู่กับโรงพยาบาลรัฐอีกนานเท่านานเป็นนกในกรงเหล็ก ไม่ใช่นกในกรงทอง เมื่อโรงพยาบาลทำดีก็ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่ถ้าโรงพยาบาลผิดพลาด ต้องรับผิดชอบเอง.......... โรงพยาบาลกว่าครึ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอยู่ในสภาวะขาดทุน เอาเงินบำรุงออกมาใช้จุนเจือเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลมีชีวิตที่ดีขึ้น ............ โรงพยาบาลหลายแห่งพยายามรัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายแม้ว่าจะเป็นเรื่องจำเป็น และดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้ .......... โรงพยาบาลหลายแห่งขอเงินบริจาคสมทบจากประชาชน จัดการแข่งกีฬา จัดงานการกุศล และอีกหลายๆ อย่างเพื่อให้มีเงินเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งขอรับเงินช่วยเหลือจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลเช่นโครงการ ก้าวคนละก้าว ของคุณตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาลจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ และอีกมากมายหลายอย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่ควรเป็นงานของโรงพยาบาลเลย ........... เหล่านักรบในเสื้อกาวน์ทั้งหญิงและชายที่เป็นแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐต้องต่อสู้กับโรคภัยและอุบัติภัยที่เกิดกับประชาชน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงให้บริการรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยกะทันหัน คนยากคนจนที่ไม่เงินไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพง ต้องอยู่ในหน้าที่นี้ ............. แต่ อนิจจา พวกเขากลับไม่ใช่ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ แต่เป็นฐานะของคนที่ต้องทำตามหน้าที่ หน้าที่ ที่ไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องทำตามคำสั่งของนายจ้าง จนกว่าจะทนไม่ไหว. เครดิตที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643829

Add new comment