ชี้ประกาศเพิ่มเติมค่าตอบแทนฉบับ 11 ช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน

Sun, 2018-04-01 11:35 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุขฯ ชี้ ประกาศเพิ่มเติมค่าตอบแทน ฉ.11 เพิ่มสายงานในสหสาขาวิชาชีพและให้นับระยะเวลาทำงานต่อเนื่องเมื่อเปลี่ยนสายงานได้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน แต่ยังต้องแก้นิยามให้ครอบคลุมบางสายงาน รวมถึงแก้ไขระเบียบให้ครอบคลุมถึง สสอ. สสจ.ด้วย

นายริซกี สาร๊ะ

นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) ให้ความเห็นถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายชื่อสาขาวิชาชีพและรายชื่อสายงานที่สามารถนับระยะเวลาต่อเนื่องได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าตอบแทน แนบท้ายข้อบังคับกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้กับหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 (ฉ.11) โดยระบุว่า การออกประกาศฉบับนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและช่วยในเรื่องขวัญกำลังใจบุคลากรมากขึ้น เนื่องจากได้เพิ่มรายละเอียดของ ฉ.11 ให้ชัดเจนในหลายๆประเด็น

นายริซกี กล่าวว่า หนังสือฉบับนี้ให้ความชัดเจนในหลายประการดังนี้

1.ได้มีการเพิ่มเติมกลุ่มสหสาขาวิชาชีพ (ระดับปริญญาตรี) จาก 10 สาขา เป็น 12 สาขา โดยเพิ่มในส่วนของนักสังคมสงเคราะห์ และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้สามารถรับค่าตอบแทนในอัตราของกลุ่มสหสาขาวิชาชีพได้

2.ในหลักเกณฑ์นี้ได้ระบุถึงความชัดเจนของเจ้าหน้าที่ที่เข้าข่ายตามนิยามที่สามารถรับค่าตอบแทนได้ในทุกกลุ่ม ทั้งในส่วนของข้าราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ (จากเดิมที่บางหน่วยงานไปนิยามว่าให้เฉพาะข้าราชการเท่านั้น)

3.ระบุถึงสายงานที่สามารถนับระยะเวลาต่อเนื่องในการทำงานได้ จากเดิมที่เมื่อมีการเปลี่ยนสายงานใหม่ต้องนับระยะเวลาในการทำงานใหม่จนทำให้อายุราชการขาดหายไป เช่น เจ้าพนักงานสาธารณสุขที่ไปเรียนต่อพยาบาลวิชาชีพ เดิมนับต่อเนื่องไม่ได้ แต่หนังสือนี้ได้แก้ไขให้สามารถนับระยะเวลาต่อเนื่องได้แล้ว หรือสายงานทั่วไปที่จบปริญญาตรีทีมีคำสั่งมอบหมายให้ปฏิบัติงานในสายงานในแท่งวิชาการ หลายสายงานก็สามารถนับระยะเวลาต่อเนื่องได้เช่นกัน

นายริซกี กล่าวต่อไปว่า ในภาพรวมของหนังสือฉบับนี้แล้ว กล่าวได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการแก้ไขประเด็นที่มีการเรียกร้องในเรื่องความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทนต่างๆ มาเป็นลำดับ แต่ในหนังสือฉบับนี้ได้แก้ไขหลักเกณฑ์ ฉ.11 ในบางประเด็นเท่านั้น (เรื่องสหสาขาและสายงานที่นับระยะเวลาต่อเนื่อง) หลักใหญ่ใจความสำคัญยังอยู่ในหลักเกณฑ์ ฉ.11 และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงขอให้บุคลากรสาธารณสุขไปศึกษาหลักเกณฑ์ ฉ.11 และระเบียบที่เกี่ยวข้องประกอบก่อนมาอ่านหนังสือฉบับนี้ จะได้มีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ตนเอง และสื่อสารให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่แท้จริง อันจะส่งผลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตีความในทางที่เป็นคุณต่อบุคลากรมากยิ่งขึ้น

เช่น ในประเด็นเจ้าพนักงานต่างๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งสายงานในแท่งทั่วไป แต่มีวุฒิปริญญาตรีแล้วแต่ยังไม่สามารถปรับตำแหน่งได้ด้วยสาเหตุต่างๆ ก็สามารถมอบหมายคำสั่งให้ปฏิบัติงานในสายงานในแท่งวิชาการได้ ยกตัวอย่างเช่นเจ้าพนักงานสาธารณสุข ที่มีคำสั่งมอบหมายให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในอัตราหรือ rate นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งประเด็นนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติในหลายพื้นที่ เนื่องจากมีผู้บริหารที่ตีความแตกต่างกันไป หนังสือฉบับนี้ จะช่วยให้เกิดการตีความที่ถูกต้อง และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรมากขึ้น

นอกจากนี้จากการที่ตนได้ไปประชุมในเวทีค่าตอบแทนในหลายเวที ทำให้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจนแล้วว่าการจัดสรรเงินงบประมาณค่าตอบแทน ควรให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้100% (12 เดือน) ตามที่มีการเรียกร้อง เนื่องจาก รพ.สต.ไม่มีงบประมาณหรือรายได้เป็นของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้คงต้องติดตามให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกพื้นที่ด้วยเช่นกัน

นายริซกี กล่าวอีกว่า ผลสืบเนื่องจากการปรับหลักเกณฑ์ ฉ.8 ที่ระบุสายงานต่างๆ ที่มีสิทธิรับค่าตอบแทน คือสายงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโดยตรง แก้ไขมาเป็นหลักเกณฑ์ ฉ.11 ที่ได้ตัดคำว่าโดยตรงออก ทำให้สายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย เช่น เวรเปล คนขับรถ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ เจ้าหน้าที่ back office บางส่วนก็ได้รับค่าตอบแทนด้วย แต่ในบางสายงาน เช่น เวชสถิติ โสตทัศนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ กลุ่มนี้ก็เรียกร้องว่าตนก็ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเช่นกัน (ทำบัตรระเบียนคนไข้ บันทึกข้อมูลคนไข้ ทำสื่อให้คนไข้) ก็สมควรจะได้ด้วย แต่ในนิยามยังไม่ได้ระบุชัด ซึ่งทำให้ยังมีการตีความ บางที่ให้ บางที่ยังไม่ให้ ทั้งที่ทุกหน่วยงานตามหลักเกณฑ์ ฉ.11 สมควรที่จะให้ค่าตอบแทนสายงานเหล่านี้ด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ ในอนาคต ในเรื่องค่าตอบแทนยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม อีกดังนี้

1.การแก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพราะกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้แก้ไขระเบียบเงินบำรุงให้ สสอ.และ สสจ.เป็นหน่วยบริการแล้ว แต่ในหลักเกณฑ์ ฉ.11 ยัง ไม่ได้ระบุถึง สสอ.และ สสจ. ทำให้ในปี 2561 ยังไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากรใน สสอ.และสสจ.ได้

2.ซึ่งคาดว่าในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อปรับปรุงนิยามใน ฉ. 11 ให้ครอบคลุม สสอ.และ สสจ.ด้วย รวมทั้งรายละเอียดว่าจะจ่ายในอัตราเท่าใดและใช้งบประมาณจากที่ใด เป็นต้น เพื่อให้สามารถจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากรใน สสอ.และ สสจ.ได้ในปีต่อไป

3.ทบทวนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนทุกฉบับให้มีความเหมาะสมมากขึ้น คือแม้ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทนได้ดีขึ้น จากเดิม ฉ. 8 มีความต่างเป็นร้อยเท่า (เรทต่ำสุดรับค่าตอบแทน 600 บาท สูงสุดรับค่าตอบแทน 60,000 บาท) กลายเป็น ฉ.11 ที่ต่างกันถึง 60 เท่า (ต่ำสุดรับค่าตอบแทน 1,000 สูงสุดรับค่าตอบแทน 60,000 บาท แต่หากค่าตอบแทน ฉ.11 และค่าตอบแทนอื่นๆ ยังคงมีความต่างที่มากเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ตามมา จึงควรมีการทบทวนหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนทุกฉบับให้มีความเหมาะสมมากขึ้นในทุกๆ 1-2 ปี

“ทั้งนี้ขอขอบคุณผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับเรื่องค่าตอบแทนกำลังคนสาธารณสุขและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีความต่อเนื่อง เพียงแต่หลังจากนี้คงต้องติดตามต่อไปว่าในทางปฏิบัติแล้วในแต่ละพื้นที่จะนำนโยบายค่าตอบแทนเหล่านี้ไปปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด” นายริซกีกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สธ.ปรับรายชื่อสาขาวิชาชีพเบิกค่าตอบแทนตาม ฉ.11 พร้อมปรับบัญชีสายงานนับเวลาต่อเนื่องได้

Comments

Submitted by คนที่ทำงาน on
น่าจะยุบ ยกเลิกไปเลยไอ้ ฉ.11 ไอ้ระบบความเหลื่อมล้ำเนี้ย บางคน บางกลุ่มงานทำงานแทบตายกลับไม่ได้ กลับได้แต่พวกแพทย์ สาสุข ทันต เภสัช ทำไมไม่ให้ทุกคนทั้งๆ ที่ทำงานเหมือนกัน หรือค่าของคนวัดกันที่ตำแหน่ง ระดับข้าราชการ ลูกจ้าง ถ้าจะให้จริงๆ ให้ทุกคนสิครับ บ้าบอคอแตกสิ้นดี

Submitted by นฤพล on
ใช่ครับ ถ้าได้ก็ต้องได้เหมือนกันทั้งประเทศด้วย บางจังหวัดได้บางจังหวัดไม่ได้ จังหวัดเดียวกัน บางโรงพยาบาลได้บางโรงพยาบาลไม่ได้ มาตรานอยู่ตรงไหน คนเขียนกฎเกณฑ์ คนเขียนระบบ เอาอะไรมาคิด ทำไมไม่ระบุชัดๆไปเลยว่าได้ ทำไมต้องให้มาตีความกันเอง เฮงซวย

Add new comment