ส่อวุ่น หลัง สสจ.นครปฐม เตรียมรื้อคดี “จับพยาบาลเจาะเลือด” สบส.เชิญ 2 สภาหารือ 29 เม.ย.นี้

Sun, 2019-04-07 08:41 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรรมการสภาการพยาบาล เผยพยาบาลทั่วประเทศพร้อมเลิกเจาะเลือดผู้ป่วย หาก “สภาเทคนิคการแพทย์” ยัน พยาบาลเจาะเลือดไม่ได้ หลังออก กม.กั๊กพยาบาลห้ามรับจ๊อบเจาะเลือดเอกชน ส่วนเจาะเลือดใน รพ. ต้องทำภายใต้กำกับนักเทคนิคการแพทย์ ระบุไม่เคยมีมาก่อน พร้อมแจงเหตุสภาการพยาบาลต้องออก “ข้อบังคับรับรองพยาบาลเก็บตัวอย่างเจาะเลือด” เพราะพยาบาลไม่มั่นใจกลัวถูกจับซ้ำรอย ย้ำแค่เจาะเลือดส่งตรวจ ไม่ได้วิเคราะห์ผล พร้อมจัดทำแบบสำรวจความเห็น “พยาบาลเจาะเลือดถูกกฎหมายหรือไม่” เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุน ขณะที่ สบส.เตรียมเชิญทั้ง 2 สภาวิชาชีพ ร่วมหาข้อสรุป 29 เม.ย. นี้

จากกรณีที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) ได้ทำหนังสือถึงอัยการจังหวัดศาลแขวงนครปฐมเพื่อหารือการรื้อฟ้องคดีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพหลังจากที่ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วนั้น

นางกรรณิกา ปัญญาอมรวัฒน์ กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวว่า การเจาะเลือดโดยพยาบาลมีมานานแล้วและเป็นที่ทราบกัน ซึ่งพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์รองรับการทำงานตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้บ้าง ขณะที่ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ออกมาภายหลัง กำหนดลักษณะงานของนักเทคนิคการแพทย์ที่ชัดเจน เช่น การเจาะเลือด การตรวจแลป เป็นต้น ที่ผ่านมาพยาบาลก็ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งการเจาะเลือดนอกจากในโรงพยาบาลรัฐแล้ว โรงพยาบาลเอกชนพยาบาลก็ทำหน้าที่เจาะเลือดให้คนไข้เช่นกัน แต่เมื่อมีกรณีพยาบาลจังหวัดนครปฐมถูกจับดำเนินคดีเนื่องจากทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพ ทำให้เกิดประเด็นขึ้นมา เพราะไม่เข้าใจว่าการเจาะเลือดโดยพยาบาล ในโรงพยาบาล พยาบาลทำได้ แต่นอกโรงพยาบาลที่เป็นการหารายได้ พยาบาลกลับทำไม่ได้ ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์เท่านั้น

ด้วยผลการตัดสินที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ศาลจึงให้มีการไกล่เกลี่ย แม้แต่ผู้พิพากษาเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมพยาบาลจึงเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่พยาบาลก็ทำหน้าที่เจาะเลือดมาตลอด และจากที่สภาการพยาบาลและสภาเทคนิคการแพทย์ที่ได้หารือร่วมกันจึงสรุปว่าทั้ง 2 วิชาชีพต่างเจาะเลือดได้ แต่ด้วยที่น้องพยาบาลที่ทำงานต่างไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าจะมีใครนำกรณีนี้เป็นตัวอย่างและแจ้งจับพยาบาลอีกหรือไม่ สภาการพยาบาลจึงได้ออก “ข้อบังคับว่าด้วยการเก็บตัวอย่างเจาะเลือด” เพื่อรับรองว่าพยาบาลเจาะเลือดได้จริง โดยได้ผ่านเป็นมติสภาการพยาบาลและเสนอต่อ รมว.สาธารณสุขในฐานะนายกสภาการพยาบาลพิเศษแล้ว ในระหว่างนั้นสภาเทคนิคการแพทย์ได้มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งต่อมาได้ออกประกาศว่าการเจาะเลือดพยาบาลทำไม่ได้ ต้องเป็นการทำภายใต้การดูแลของนักเทคนิคการแพทย์ที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยกรณีการทำภายใต้กำกับวิชาชีพ ที่ผ่านมาเคยมีการออกประกาศเพียงฉบับเดียวในปี 2539 ที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นสามารถกระทำแทนหมอได้ ในการดูแลรักษาเบื้องต้น เนื่องจากที่ รพ.สต.มีเพียงพยาบาลและนักวิชาการสาธารณสุข ไม่มีหมอประจำ จึงต้องให้ทำหน้าที่แทน เป็นคนละกรณีกับการเจาะเลือด

ในการปฏิบัติงานภายใต้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มีผู้ช่วยนักเทคนิคการแพทย์แล้ว แต่ไม่ใช่การกำกับพยาบาลในหอผู้ป่วยหรือพยาบาลที่เจาะเลือด การเขียนแบบนี้เรายอมรับไม่ได้ ทั้งยังมีการยื่นขอรื้อคดีโดย สสจ.อีก แต่ทางอัยการยังไม่ตอบว่าจะรื้อคดีหรือไม่ เชื่อว่าการยื่นขอรื้อคดีเป็นผลมาจากการออกข้อบังคับเจาะเลือดของสภาการพยาบาล นอกจากนี้กองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ยังมีการตีความการทำหน้าที่เจาะเลือดของพยาบาลตามที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ส่งเรื่องไปว่า การเจาะเลือดเป็นหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ ส่วนพยาบาลทำได้ในฐานะผู้ช่วยแพทย์ แต่ก็ไม่ฟันธงว่าพยาบาลเจาะเลือดได้หรือไม่ บอกแค่ว่าการทำในโรงพยาบาลทำได้ภายใต้กำกับของแพทย์

“พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือดให้กับผู้ป่วยที่เป็นประเด็นขณะนี้ หากสภาเทคนิคการแพทย์บอกว่าพยาบาลทำไม่ได้ คุณก็รับงานกลับไป ซึ่งน้องๆ พยาบาลก็มองว่าดี หากอยากเจาะเลือดผู้ป่วยเองก็รับไปเลย ไม่ใช่มาระบุว่ากรณีเป็นการเจาะในโรงพยาบาลให้พยาบาลทำ นักเทคนิคการแพทย์ไม่ทำ และพยาบาลต้องทำภายใต้กำกับของนักเทคนิคการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กรณีที่ออกไปเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลแล้วมีรายได้ กลับมาบอกว่าคนอื่นทำไม่ได้ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ซึ่งประกาศปี 2539 ก็ไม่ครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัจจุบันในโรงพยาบาลเอกชนคนเจาะเลือดก็เป็นพยาบาล” กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวและว่า ดังนั้นเรื่องนี้เราต้องทำให้ชัดเจน หากจะให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยจะให้สภาการพยาบาลออกประกาศรับรอง ซึ่งเราเพียงแต่เก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ ไม่ได้วิเคราะห์ผล

นางกรรณิกา กล่าวว่า วันนี้ที่อยากเห็นคืออยากให้ฟันธงไปเลยว่าพยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องตอบคำถามว่าจะรับงานเจาะเลือดนี้คืนไปหรือไม่ ถ้ารับคืนต้องคืนไปทั้งหมด พยาบาลเองก็ยินดีคืน ไม่ใช่มาบอกว่าพยาบาลเจาะเลือดในโรงพยาบาลรัฐได้ แต่เจาะเลือดกรณีที่เป็นการทำในเอกชนไม่ได้ ปัญหานี้เราไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้มีการทำงานร่วมกันเหมือนเดิม ซึ่งน้องนักเทคนิคการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลก็อยากให้พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือด เพราะรู้ว่าด้วยนักเทคนิคการแพทย์ที่มีจำนวนน้อยคงไม่พอที่จะดูแลผู้ป่วยได้ทั้งหมด ซึ่งในโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งมีนักเทคนิคการแพทย์คนเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น แต่รวมถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจทั้งหมด ทั้งอึ ฉี่ และเสมหะผู้ป่วย แต่หากให้พยาบาลเจาะเลือดได้ก็อย่ามากั๊กให้ทำแค่ในโรงพยาบาล ควรทำใจกว้าง

“ที่ผ่านมาพยาบาลกับนักเทคนิคการแพทย์ทำงานร่วมกันไม่เคยมีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากบริษัทแลปเอกชนที่เปิดเยอะขึ้น ซึ่งคดีที่นครปฐมคนที่ไปแจ้ง สสจ.ให้จับพยาบาลก็เป็นบริษัทที่เคยประมูลตรวจสุขภาพให้กับพนักงานในบริษัทดังกล่าว แต่พอปีนี้ไม่ได้ก็มาชี้เป้า และส่วนหนึ่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ก็อยากมีที่ยืน แต่ต้องไม่ใช่มากีดกันคนอื่น หากให้พยาบาลต้องทำงานภายใต้กำกับนักเทคนิคการแพทย์เราไม่เอาด้วยแน่ เพราะต่างก็มีเอกสิทธิ์ในวิชาชีพตนเอง” กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามจากประเด็นที่บานปลายขณะนี้ ทาง สบส.ได้นัดนายกสภาการพยาบาลและสภาเทคนิคการแพทย์ และตัวแทน 2 วิชาชีพมาพูดคุยกันในวันที่ 29 เมษายน นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุป

ส่วนที่ สสจ.นครปฐมยื่นเรื่องอัยการเพื่อรื้อคดีนั้น นางสาวกรรณิกา กล่าวว่า เขามีความตั้งใจแต่แรกแล้ว มีจุดยืนไม่ไกล่เกลี่ย คงกลัวเสียเครดิตเพราะออกไปแจ้งจับแล้ว มุมมองส่วนตัวก็อยากให้รื้อคดีและให้ศาลตัดสินเลย หากผลออกมาพยาบาลเจาะเลือดไม่ได้ เรื่องจะได้จบไป แต่สงสารน้องพยาบาลที่ถูกจับ วันนี้ทุกวิชาชีพมีสิทธิในการออกประกาศว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่ต้องมองประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงคนไข้ ไม่ใช่คิดแต่ทำมาหากิน ขณะที่จำนวนพยาบาลออกไปรับงานเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลเพื่อหารายได้เสริมก็มีไม่มาก เชื่อว่าไม่ถึง 0.05% ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ทำงานในโรงพยาบาล แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้น้องพยาบาลก็อยากมีอะไรรองรับเพื่อให้มั่นใจ

นางสาวกรรณิกา กล่าวต่อว่า ด้วยประเด็นการเจาะเลือดของพยาบาลว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ในฐานะกรรมการสภาการพยาบาลจึงได้จัดทำแบบสำรวจความเห็นเกี่ยวกับการเจาะเลือดของพยาบาล เพื่อรวบรวมความเห็นของพยาบาลและนำเสนอต่อกรรมการสภาการพยาบาลเพื่อประกอบการพิจารณาและแก้ปัญหาต่อไป แบบสำรวจ ดูที่นี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาเทคนิคการแพทย์ ยื่นรื้อฟ้องคดี พยาบาลนครปฐมเจาะเลือด หลังศาลสั่งไม่ฟ้อง

สภาเทคนิคการแพทย์แจง ไม่เกี่ยวรื้อคดี 'พยาบาลเจาะเลือด' เป็นเรื่อง สสจ.นครปฐม หารืออัยการ

Comments

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
ขออภัยครับ บทความนี้ ยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหลายประเด็น ครับ เช่น 1."ไม่เข้าใจว่าการเจาะเลือดโดยพยาบาล ในโรงพยาบาล พยาบาลทำได้ แต่นอกโรงพยาบาลที่เป็นการหารายได้ พยาบาลกลับทำไม่ได้ ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์เท่านั้น" ข้อเท็จจริง คือ 1) กรณีเจาะเลือดผู้ป่วยภายใน ร.พ. ถือว่าเป็นการ "ช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค" ตามที่ระบุในมาตรา 4 (4) ของ พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 (และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2540) จึงสามารถทำได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนก็ตาม เพราะเป็นการเจาะเลือดตามคำสั่งของแพทย์ ครับ 2) ข้อสังเกตคือ มีการตีความทางกฎหมายโดยนักกฎหมายว่า มาตรานี้ เป็นการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค เท่านั้น จึงต้องกระทำกับผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว กรณีการออกตรวจสุขภาพประชาชน จึงไม่เข้าข่าย เนื่องจากผู้มาตรวจสุขภาพ ไม่ใช่ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาพยาบาล ดังนั้น ประเด็นนี้จึงเป็นที่มาของการบอกว่า พยาบาลเอกชนออกไปเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขข้อกำหนดของกฎหมายวิชาชีพพยาบาล ฉะนั้น พยาบาลจึงทำไม่ได้ ดังนั้น กรณีที่พยาบาลของสถานพยาบาลเอกชนไม่สามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพนอกสถานพยาบาลได้นั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารายได้แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะกฎหมายวิชาชีพพยาบาลไม่ได้บัญญัติไว้ครับ 3) คำถามต่อมา ทำไม พยาบาลใน ร.พ.ภาครัฐ จึงสามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพได้ คำตอบคือ เพราะมีระเบียบกระทรวงสาธารณสุขรองรับครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ระเบียบนี้ เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๓๙“ ซึ่งระเบียบนี้ อนุญาตเฉพาะหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น ไม่ได้อนุญาตครอบคลุมไปถึงสถานพยาบาลเอกชน (เอกชนจึงทำไม่ได้) และ ระเบียบนี้ ก็ไม่ได้อนุญาตให้เฉพาะพยาบาลเท่านั้นที่สามารถเจาะเลือดได้ ยังมีบุคลากรสายงานสุขภาพและสาธารณสุขอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถเจาะเลือดได้เช่นกัน แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ครับ 2."ด้วยผลการตัดสินที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ศาลจึงให้มีการไกล่เกลี่ย แม้แต่ผู้พิพากษาเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมพยาบาลจึงเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลไม่ได้" ข้อเท็จจริง คือ กรณี สสจ.นครปฐมนี้ สำนวนยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของอัยการประจำศาลแขวงนครปฐมครับ ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลแต่อย่างใด อัยการก็สั่งยกฟ้องก่อน 3."ในระหว่างนั้นสภาเทคนิคการแพทย์ได้มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งต่อมาได้ออกประกาศว่าการเจาะเลือดพยาบาลทำไม่ได้ ต้องเป็นการทำภายใต้การดูแลของนักเทคนิคการแพทย์" ข้อเท็จจริง คือ 1) สภาเทคนิคการแพทย์ ไม่เคยออกประกาศหรือระเบียบห้ามพยาบาลเจาะเลือดแบบนั้นครับ 2) เพียงแต่มีระบุในกฎหมายวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มาตรา 28 ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทำการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิเป็นผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าว” ซึ่งมาตราลักษณะนี้ มีปรากฏใน พ.ร.บ.วิชาชีพทุกวิชาชีพครับ รวมถึงใน พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ก็กำหนดไว้เช่นกัน (มาตรา 27) 4) หากเป็นสถานโรงพยาบาลของรัฐ พยาบาลต้องเจาะเลือดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมครับ (ตามระเบียบกระทรวง สธ.) ไม่ใช่ อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์อย่างที่เข้าใจ 5) ส่วนบุคคลที่ระเบียบกระทรวงฯ มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ (หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม) มี 2 กลุ่มครับ คือ พนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ อสม.(เฉพาะเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว) โดยระเบียบดังกล่าว ไม่มีระบุพยาบาลวิชาชีพแต่อย่างใดครับ 4."พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือดให้กับผู้ป่วยที่เป็นประเด็นขณะนี้ หากสภาเทคนิคการแพทย์บอกว่าพยาบาลทำไม่ได้ คุณก็รับงานกลับไป" ข้อเท็จจริง คือ สภาเทคนิคการแพทย์ ไม่เคยบอกนะครับ (ตามข้อมูลในข้อ 1-3 ด้านบน) 5." ไม่ใช่มาระบุว่ากรณีเป็นการเจาะในโรงพยาบาลให้พยาบาลทำ นักเทคนิคการแพทย์ไม่ทำ และพยาบาลต้องทำภายใต้กำกับของนักเทคนิคการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กรณีที่ออกไปเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลแล้วมีรายได้ กลับมาบอกว่าคนอื่นทำไม่ได้ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์" ข้อเท็จจริง คือ เป็นความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน และ ทำให้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์เสื่อมเสียครับ (ดังข้อมูลที่เรียนชี้แจงไว้ในข้อ 1-3 ครับ) 6."ซึ่งประกาศปี 2539 ก็ไม่ครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัจจุบันในโรงพยาบาลเอกชนคนเจาะเลือดก็เป็นพยาบาล” ข้อเท็จจริง คือ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๓๙ นี้ ไม่ครอบคลุมสถานพยาบาลเอกชนจริงครับ แต่ ที่พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยภายในสถานพยาบาลเอกชนได้ เพราะ ทำตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นการ "ช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค" ตามที่ระบุในมาตรา 4 (4) ของ พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 (และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2540) ครับ สรุป ปัญหาการที่พยาบาลวิชาชีพของสถานพยาบาลเอกชนไม่สามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพได้นั้น เพราะเป็นประเด็นการตีความตามกฎหมายวิชาชีพพยาบาล และ กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องครับ ดังนั้น เมื่อมีปัญหาคดีความขึ้นมา ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองสภาฯ และ หน่วยงานทางกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องประชุมเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมต่อไปครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันในสหวิชาชีพ และ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ครับ

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
ขออภัยที่ข้อความเรียงติดกันยาวเลยครับ ต้นฉบับผมพิมพ์เว้นบรรทัดอย่างดี แต่ด้วยโปรแกรมเอง ทำให้มันเรียงกันอย่างที่เห็น จึงขอ copy แต่ละประเด็นออกมานะครับ จะได้อ่านง่ายขึ้น

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
1."ไม่เข้าใจว่าการเจาะเลือดโดยพยาบาล ในโรงพยาบาล พยาบาลทำได้ แต่นอกโรงพยาบาลที่เป็นการหารายได้ พยาบาลกลับทำไม่ได้ ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์เท่านั้น" ข้อเท็จจริง คือ 1) กรณีเจาะเลือดผู้ป่วยภายใน ร.พ. ถือว่าเป็นการ "ช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค" ตามที่ระบุในมาตรา 4 (4) ของ พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 (และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2540) จึงสามารถทำได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนก็ตาม เพราะเป็นการเจาะเลือดตามคำสั่งของแพทย์ ครับ 2) ข้อสังเกตคือ มีการตีความทางกฎหมายโดยนักกฎหมายว่า มาตรานี้ เป็นการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค เท่านั้น จึงต้องกระทำกับผู้ที่เจ็บป่วยแล้ว กรณีการออกตรวจสุขภาพประชาชน จึงไม่เข้าข่าย เนื่องจากผู้มาตรวจสุขภาพ ไม่ใช่ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาพยาบาล ดังนั้น ประเด็นนี้จึงเป็นที่มาของการบอกว่า พยาบาลเอกชนออกไปเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขข้อกำหนดของกฎหมายวิชาชีพพยาบาล ฉะนั้น พยาบาลจึงทำไม่ได้ ดังนั้น กรณีที่พยาบาลของสถานพยาบาลเอกชนไม่สามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพนอกสถานพยาบาลได้นั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหารายได้แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะกฎหมายวิชาชีพพยาบาลไม่ได้บัญญัติไว้ครับ 3) คำถามต่อมา ทำไม พยาบาลใน ร.พ.ภาครัฐ จึงสามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพได้ คำตอบคือ เพราะมีระเบียบกระทรวงสาธารณสุขรองรับครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ระเบียบนี้ เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๓๙“ ซึ่งระเบียบนี้ อนุญาตเฉพาะหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น ไม่ได้อนุญาตครอบคลุมไปถึงสถานพยาบาลเอกชน (เอกชนจึงทำไม่ได้) และ ระเบียบนี้ ก็ไม่ได้อนุญาตให้เฉพาะพยาบาลเท่านั้นที่สามารถเจาะเลือดได้ ยังมีบุคลากรสายงานสุขภาพและสาธารณสุขอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถเจาะเลือดได้เช่นกัน แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ครับ

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
2."ด้วยผลการตัดสินที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ศาลจึงให้มีการไกล่เกลี่ย แม้แต่ผู้พิพากษาเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมพยาบาลจึงเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลไม่ได้" ข้อเท็จจริง คือ กรณี สสจ.นครปฐมนี้ สำนวนยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของอัยการประจำศาลแขวงนครปฐมครับ ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลแต่อย่างใด อัยการก็สั่งยกฟ้องก่อน

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
3."ในระหว่างนั้นสภาเทคนิคการแพทย์ได้มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งต่อมาได้ออกประกาศว่าการเจาะเลือดพยาบาลทำไม่ได้ ต้องเป็นการทำภายใต้การดูแลของนักเทคนิคการแพทย์" ข้อเท็จจริง คือ 1) สภาเทคนิคการแพทย์ ไม่เคยออกประกาศหรือระเบียบห้ามพยาบาลเจาะเลือดแบบนั้นครับ 2) เพียงแต่มีระบุในกฎหมายวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มาตรา 28 ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทำการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิเป็นผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าว” ซึ่งมาตราลักษณะนี้ มีปรากฏใน พ.ร.บ.วิชาชีพทุกวิชาชีพครับ รวมถึงใน พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ก็กำหนดไว้เช่นกัน (มาตรา 27) 4) หากเป็นสถานโรงพยาบาลของรัฐ พยาบาลต้องเจาะเลือดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมครับ (ตามระเบียบกระทรวง สธ.) ไม่ใช่ อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์อย่างที่เข้าใจ 5) ส่วนบุคคลที่ระเบียบกระทรวงฯ มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ (หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม) มี 2 กลุ่มครับ คือ พนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ อสม.(เฉพาะเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว) โดยระเบียบดังกล่าว ไม่มีระบุพยาบาลวิชาชีพแต่อย่างใดครับ

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
4."พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือดให้กับผู้ป่วยที่เป็นประเด็นขณะนี้ หากสภาเทคนิคการแพทย์บอกว่าพยาบาลทำไม่ได้ คุณก็รับงานกลับไป" ข้อเท็จจริง คือ สภาเทคนิคการแพทย์ ไม่เคยบอกนะครับ (ตามข้อมูลในข้อ 1-3 ด้านบน)

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
5." ไม่ใช่มาระบุว่ากรณีเป็นการเจาะในโรงพยาบาลให้พยาบาลทำ นักเทคนิคการแพทย์ไม่ทำ และพยาบาลต้องทำภายใต้กำกับของนักเทคนิคการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กรณีที่ออกไปเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลแล้วมีรายได้ กลับมาบอกว่าคนอื่นทำไม่ได้ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์" ข้อเท็จจริง คือ เป็นความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน และ ทำให้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์เสื่อมเสียครับ (ดังข้อมูลที่เรียนชี้แจงไว้ในข้อ 1-3 ครับ)

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
6."ซึ่งประกาศปี 2539 ก็ไม่ครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัจจุบันในโรงพยาบาลเอกชนคนเจาะเลือดก็เป็นพยาบาล” ข้อเท็จจริง คือ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๓๙ นี้ ไม่ครอบคลุมสถานพยาบาลเอกชนจริงครับ แต่ ที่พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยภายในสถานพยาบาลเอกชนได้ เพราะ ทำตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นการ "ช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค" ตามที่ระบุในมาตรา 4 (4) ของ พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 (และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2540) ครับ

Submitted by ทนพ.ไพบูลย์ รั... on
สรุป ปัญหาการที่พยาบาลวิชาชีพของสถานพยาบาลเอกชนไม่สามารถออกเจาะเลือดตรวจสุขภาพได้นั้น เพราะเป็นประเด็นการตีความตามกฎหมายวิชาชีพพยาบาล และ กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องครับ ดังนั้น เมื่อมีปัญหาคดีความขึ้นมา ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองสภาฯ และ หน่วยงานทางกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องประชุมเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมต่อไปครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันในสหวิชาชีพ และ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ครับ

Submitted by Rural Nurse on
ขออนุญาตเรียนถาม 1. กรณีออกหน่วยรับบริจาคโลหิต การเจาะเก็บเลือดและตัวอย่างเลือดโดยพยาบาลวิชาชีพถือว่าผิดระเบียบเทคนิคการแพทย์หรือไม่? (ทำโดยพยาบาล นอกสถานพยาบาล ไม่ได้ช่วยเหลือแพทย์รักษาโรค/ไม่มีแพทย์ออกหน่วยด้วย) 2. การออกไปเจาะเลือดตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น DM HT ในชนบทห่างไกลตามหมู่บ้านบนเขา โดยพยาบาลหรือ จนท.สาธา ถือว่าผิดหรือไม่? (ทำนอกสถานพยาบาล ไม่ได้ทำในคนป่วยหรือเป็นการช่วยแพทย์รักษาโรค) 3. ถ้ากรณีข้อ1. และ2. ผิดกฎหมาย และพยาบาลชุมชนทำไม่ได้ จะมีทางแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะอย่างกรณีตรวจคัดกรอง DM HT พยาบาลต้องทำในชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงทุกปี ถ้าผิดแล้วพยาบาลทำไม่ได้ ชาวบ้านเดือดร้อนแน่นอน

Submitted by สุภาพร on
การเจาะเลือดปลายนิ้วเดี๋ยวนี้มีเครื่องตรวจด้วยตัวเอง ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ถ้าทำโดยพยาบาลอาจถูกฟ้องร้องได้ ประชาชนคงจะต้องดูแลตัวเองแล้ว เพราะพยาบาลคงไม่อยากทำอะไรที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย เสียเวลา เสียความรู้สึก แต่ถ้าเลือกได้ให้พยาบาลมาช่วยเจาะเลือดให้ก็รู้สึกไว้วางใจปลอดภัยอุ่นใจมากกว่า

Add new comment