เปิดนโยบาย “สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สธ. ประเด็นสร้างขวัญกำลังใจบุคลากร (ตอนที่ 1 )

หมายเหตุ : ผู้สื่อข่าว Hfocus ได้สัมภาษณ์ ท่าน สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.) เกี่ยวกับนโยบายสาธารณสุขในประเด็นต่างๆ ทั้งในเรื่องของการดูแลและสนับสนุนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขทุกสายงาน สายวิชาชีพ แก้ปัญหาเงินตกเบิก   การส่งเสริมสุขภาพบุคลากร และประชาชน รวมทั้งนโยบายลดปัญหาความแออัดในโรงพยาบาล ลดการรอคิว ซึ่งตั้งเป้าเห็นผลงานภายใน 1 ปี

 

สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ประเด็นบุคลากรสาธารณสุข เป็นประเด็นสำคัญ อย่างล่าสุดจากการลงพื้นที่ มีน้องๆมาบอกผมว่า มีแพทย์อินเทิร์น หรือแพทย์ที่จบมาใช้ทุน ไม่ได้รับค่าตอบแทนมา 8-9 เดือนแล้ว ต้องไปตกเบิก ซึ่งผมต้องไปสอบถามก่อนว่าเป็นเพราะอะไร เพราะหากเขาไม่มีหลักประกัน เงินค่าตอบแทนตกเบิกยาวแบบนี้ก็เป็นปัญหามาก โดยต้องกลับมาดูในระบบว่า เกิดขึ้นจากอะไร

นอกจากนี้ ต้องหารือถึงประเด็นเกณฑ์การควบคุมในประเด็นอัตรากำลังของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป อย่างเกณฑ์การประเมินกำลังคนในกระทรวงสาธารณสุข หรือ FTE บางเนื้องานอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ อย่างที่ไปประชุมก็ทราบว่า ทุกคนอยากได้อัตรากำลังเพิ่ม แต่ก็ติดที่เกณฑ์ตรงนี้ ทำให้กระทรวงไม่สามารถบรรจุได้ตามเนื้องานที่ต้องการได้

“ผมมีแนวคิดว่า อาจต้องใช้ในบางพื้นที่ อย่างพื้นที่เขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยกตัวอย่าง จ.ชลบุรี มีประชากรในพื้นที่ประมาณ 1 ล้านกว่าคน แต่ยังมีประชากรจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาทำงานในจ.ชลบุรีอีกล้านคน บุคลากรก็ต้องทำงานเพิ่มแต่คนเท่าเดิม ผมจึงคิดว่า อาจมีการปรับเกณฑ์การคำนวณเรื่องภาระงาน หรือ FTE เฉพาะพื้นที่ EEC ได้หรือไม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) ได้ให้อำนาจของคณะกรรมการนโยบายอีอีซีมีอำนาจในการยกเว้น หรือทำลักษณะดังกล่าว หากทำได้ก็จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้บุคลากรสาธารณสุขได้ จริงๆ บุคลากรมีหลายกลุ่ม ทั้งลูกจ้างชั่วคราวก็อีกเรื่อง ซึ่งผมได้หารือกับท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการแก้ไขเรื่องนี้”

อย่างพยาบาลที่หลายคนประสบปัญหาเจอการสื่อสารที่ไม่ค่อยถูกหู พูดจาอาจไม่ดีมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะงานโหลด ภาระงานมาก ความอดทนก็น้อยลง แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นนิสัยส่วนตัว ซึ่งการปรับเกณฑ์ FTE ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยเรื่องขวัญและกำลังใจ เพราะหากดีก็จะส่งผลต่อการบริการแก่ประชาชนดีขึ้นด้วย ที่สำคัญจะลดปัญหาผลกระทบจากการรับบริการทางการแพทย์ให้น้อยที่สุดลงได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น ตนได้หารือในไลน์กลุ่มผู้บริหารว่า เราเข้าใจว่า ไม่มีบุคลากรคนไหนอยากให้เกิดการสูญเสีย แต่เมื่อเกิดขึ้น ผู้ที่สูญเสียจะรู้สึกแย่กว่าเราอีก ดังนั้น เราจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือ เยียวยาถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนก็ตาม จริงๆ ในเรื่องการเพิ่มบุคลากร การสร้างขวัญกำลังใจ ก็เป็นส่วนหนึ่งจะช่วยตรงนี้ ซึ่งต้องทำทั้งระบบ เพราะกระทรวงสาธารณสุขยากตรงไม่สามารถทำแค่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

“ถามผมว่ากดดันหรือไม่ จริงๆผมไม่ได้กดดันว่า ต้องเป็นพระเอกมาแก้ปัญหาได้ภายใน 1-2 ปี เพราะผมอยู่กับความเป็นจริง แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นในการแก้ปัญหา เพื่อให้คนที่ต่อจากเราได้เข้ามาแก้ปัญหาต่อเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ กระทรวงนี้ดีกว่ากระทรวงอื่นเยอะในแง่ของบุคลากร เพราะปัญหาได้ถูกแก้ไขมาทีละประเด็น ในแต่ละรุ่นแต่ละยุค เพียงแต่ว่ากระทรวงนี้อยู่กับเรื่องแบบนี้ การจะแก้ปัญหาให้หมดสิ้นในเวลารวดเร็วคงทำไม่ได้ ก็เหมือนกับการที่จะประกาศสงครามโรคเบาหวานกับความดัน เป็นเรื่องยากมาก และไม่มีใครจะทำสำเร็จได้ทันทีทันใด ดังนั้น ตนจึงไม่ได้กดดัน เพียงแต่คิดว่า เราจะเข้ามาทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และกำหนดตัวชี้วัดให้ชัด โฟกัสไปว่าจะทำอะไร”

ไม่เพียงเท่านี้ ในส่วนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) เราให้ความสำคัญเทียบเท่าบุคลากรส่วนอื่นๆ โดยอสม.เป็นจิตอาสา เพียงแต่เราให้กำลังใจเขาด้วยการให้ค่าตอบแทน หรือที่เรียกว่า ค่าป่วยการ ซึ่งเหมือนเป็นกำลังใจ เนื่องจากทุกคนก็มีอาชีพหลักอยู่แล้ว เพียงแต่ตรงนี้เป็นจิตอาสาด้านสุขภาพ เมื่อมาทำเขาก็มีความสุข อย่างเวลาเราไปลงพื้นที่ก็จะเห็นว่า อสม.เขามีความสุขในการทำงานจุดนี้ ซึ่งการให้กำลังใจเขามีหลายวิธี อย่างเรื่องค่าป่วยการ ก็ได้เสนอไปแล้วว่าต้องมีหลักประกันต่างๆ ทั้งเรื่องกองทุน ฌาปนกิจสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต จ่ายคนละ 1 บาท เมื่อเสียชีวิตเงินก็ได้ให้กับลูกหลาน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่องกองทุนบำนาญ โดยรัฐจ่ายและอสม.ร่วมจ่าย ซึ่งลักษณะจะเป็นอย่างไรต้องมีการหารือประเด็นนี้อย่างละเอียดก่อน เพราะยังไม่ฟันธงว่าจะมีลักษณะอย่างไร

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.  กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องอสม. ทุกพรรคให้ความสำคัญกับ อสม.มาก มีการหาเสียงกันมาทุกพรรค ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ อันนี้ก็เป็นหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ อสม.ด้วย

Comments

อย่าดีแต่พูด • 2019-09-14, 06:35
รัฐบาลยอมบรรจุหมอ-พยาบาลเป็นขรก.ประจำ Mon, 2012-12-03 13:49 -- hfocus รัฐบาลยอมทยอยบรรจุหมอ-พยาบาลลูกจ้างชั่วคราว เป็นขรก.ประจำ ปีละ 7,547 อัตรา ติดต่อกัน 3 ปี ที่เหลือแก้ระเบียบให้เป็นพนักงาน สธ. หวังเยียวยาให้ได้รับสิทธิเทียบชั้น ขรก.ประจำ เตรียมดันเข้า ครม. 11 ธ.ค. วันนี้ ( 3 ธ.ค. )เมื่อเวลา 10.00น. เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประมาณ 10 คน นำโดยนายสราวุฒิ ที่ดี ประธานเครือข่ายฯ และนางกาญจนา จันทร์ไทย ผอ.สำนักการพยาบาล สำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงข้อเรียกร้องให้บรรจุบุคคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการประจำ โดยมี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย จากนั้นเวลา 11.00 น. รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดยนพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะทยอยดำเนินการรับลูกจ้างชั่วคราวเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการประจำปีละ 7,547 อัตรา เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งขณะนี้มีลูกจ้างชั่วคราวทั้งหมด 30,188 อัตรา ส่วนที่เหลือเราจะทำสภาพการจ้างให้เป็นพนักงานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่สูญเสียไปจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้ และยังจะมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ทางกระทรวงกำลังจัดหาให้ เช่น สินเชื่อต่าง ๆ เพื่อช่วยเยียวยาสิ่งที่เสียไปในอดีต และเป็นการสนับสนุนทางด้านวิชาชีพต่อไป ทางด้านนพ.ณรงค์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการและลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 320,000 คน เป็นข้าราชการ 180,000 คน และลูกจ้างชั่วคราว 130,000 กว่าคน โดยในส่วนของลูกจ้างชั่วคราวนั้น เป็นลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัช 21 สายงาน รวมประมาณ 31,000 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบาย ประกอบกับกระทรวง สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ.ได้หารือกัน ได้ข้อสรุปว่าเราจะแก้ปัญหาระยะสั้นให้กับลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพ โดยบรรจุเป็นข้าราชการจำนวน 22,641 อัตรา ในเวลา 3 ปี ครอบคลุม 75 % ของลูกจ้างชั่วคราวที่มีอยู่ ซึ่งทางสำนักงาน ก.พ.จะนำเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ จากนั้นกระทรวงก็จะเร่งบรรจุตำแหน่งข้าราชการต่อไป ส่วนลูกจ้างชั่วคราวที่เหลือนั้น ทางกระทรวงกำลังอยู่ในระหว่างแก้ไขระเบียบที่จะให้มีการจ้างงานเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข คาดว่าจะเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างชั่วคราวมาเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้ภายในต้นปี 2556 นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในการพิจารณาบรรจุเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการนั้น จะพิจารณาตามเงื่อนไข 4 ข้อ คือ 1.ดูอายุงาน ซึ่งอายุงานที่นานที่สุดขณะนี้คือตั้งแต่ปี 2549 2. ดูภาระงานแต่ละโรงพยาบาล 3.ดูจากพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลในชนบท และ 4.ดูภารกิจ ซึ่งจะทำงานร่วมกับทีมบริหารของกระทรวงในการพิจารณาให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ที่มา: http://www.dailynews.co.th https://www.hfocus.org/content/2012/12/1885

ความคิดเห็นล่าสุด

อริศรา ปัททุม
15 ชั่วโมง 1 นาที ago
พลิศาน์
1 วัน 6 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

อริศรา ปัททุม
15 ชั่วโมง 1 นาที ago
พลิศาน์
1 วัน 6 นาที ago
กลับด้านบน