นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ : จิตวิทยาคนหนุ่มสาวกับสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน

Thu, 2020-08-20 18:10 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

"หมอยงยุทธ" ให้ข้อคิดเชิงจิตวิทยากรณีคนหนุ่มสาวกับสังคมและการเมืองไทย

 

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต

 

สืบเนื่องจากปรากฎการณ์ชูสามนิ้ว และผูกริบบิ้นขาวของเยาวชนคนหนุ่มสาว ทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทำให้มีหลายสื่อมองความคิดเห็นในเชิงจิตวิทยา ผมจึงได้สรุปมาเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาของสังคมไทย ดังนี้ 

 

- ความสนใจทางการเมืองของนร./นศ สะท้อนอะไร

ท่าที่สังคมพึงมีต่อนร /นศ.ความเห็นต่างเป็นโอกาสที่ดีของการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ

- ข้อเสนอแนะ

1) การที่นร/นศ. มีบทบาททางสังคมและการเมืองครั้งนี้สะท้อนถึง

- พัฒนาการของวัยในการค้นหาอัตลักษณ์ซึ่งรวมถึงอัตลักษณ์ทางสังคมและการเมืองด้วย

(จึงไม่ควรมอบทางลบ เช่นวาทกรรม"ชังชาติ")

-การเรียนรู้ของวัยนี้ที่สมารถหาข้อมูลและแนวคิดเพื่อการเรียนรู้และตัดสินใจ

(จึงไม่ควรกล่าวหาว่าเด็กถูกครอบงำสนับสนุน)

- การสื่อสารที่สามารถทำให้เกิดพลังและการรวมตัวอย่างรวดเร็ว

(จึงไม่ควรระแวงว่าได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง)

 

2) เมื่อเข้าใจธรรมชาติทางจิตวิทยาดังกล่าว สังคมควรมีท่าที่อย่างไร

- เริ่มจากความเข้าใจว่าเยาวชนคนหนุ่มสาวมีแนวคิดออกไปทางอุดมคติ (idealistic) ที่สะท้อน

การพัฒนาอัตลักษณ์ ขณะที่ผู้ใหญ่จะมีลักษณะเชิงปฏิบัติ (practical)ที่มาจากประสบการณ์ ดังนั้นการเรียนรู้จากกันและกันจะทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจความตั้งใจของเยาวชน และเยาวชนก็ยอมรับผู้ใหญ่มากขึ้น แม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นกันทั้งหมด

- มีท่าทีรับฟัง โดยไม่ใช้อำนาจ การกดดัน หรือกระทำความรุนแรงใดๆ เพราะเป็นทั้งสิทธิของเยาวชนที่จะเรียนรู้ความคิดเห็น และเป็นเรื่องดีที่เยาวชนมีความคิดเห็น ความสนใจและความตื่นตัวทางสังคมและการเมือง

 

3) ความเห็นต่างทางสังคม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงกว้างสังคมไทย และเป็นสัญญาณการพัฒนา

ไปสู่ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ

- ความเห็นต่างเป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่เยาวชนกับผู้ใหญ่ แม้ในหมู่ผู้ใหญ่เองก็มีความเห็นต่างกันแสดงว่า สังคมกำลังมีปัญหาและต้องการทางออก ความห็นต่างจึงเป็นต้นทุนทางสังคมที่ทำให้มีทางเลือกและทางออก ที่หลากหลายโดยประชาชนทุกระดับมีส่วนร่วม

- บทเรียนของไทยเราและทั่วโลก ล้วนชี้ว่าการสร้างความเกลียดชังความเห็นต่างด้วยวาทกรรมลบจะนำไปสู่การใช้ความรุนแง ทำให้เกิดวิกฤตและความถดถอยของสังคมขนานใหญ่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้จากกันและกันโดยไม่สร้างความเกลียดชัง

 

ข้อเสนอแนะ 

สังคมไทยกำลังอยู่บนทาง 2 แพร่ง ระหว่างการถอยหลัง หากมีการสร้างความเกลียดชังและ

ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะกับเยาวชนคนหนุ่มสาว กับการก้าวหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะซึ่งเป็นพื้นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาไทยไปเท่าเทียมอารยประเทศ การจะไปข้างหน้าได้จึงควร

 

1) มองความแตกต่างของวัยเป็นเรื่อง idealistic vs practical ที่ต้องเรียนรู้จากกันและกันมากกว่าสร้าง hate speech ให้เกลียดชังกัน

2) ผู้ปกครองและครูเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและรู้จักเยาวชนเป็นอย่างดี ควรเป็นบุคคลแรกที่แสดงถึงความเปิดใจกว้างรับฟัง ให้โอกาส ซึ่งในมุมกลับก็จะช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะมีบทบาททางสังคมและการเมืองอย่างสร้างสรรค์

3) ช่วยกันลดกระแสการสร้างความเกลียดขัง โดยเฉพาะที่ผ่านมา สื่อสังคมทั้งหลายด้วยวิธี 2 ไม่ 1 เตือน

(ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ ข้อความสร้างความเกลียดชัง และเตือนการสื่อสารเหล่านี้ด้วยเหตุผล)

เพื่อป้องกันความรุนแรงที่จะทำให้สังคมไทยถอยหลังครั้งใหญ่

4) รัฐควรรับฟังและเปิดรับ ทั้งกับเยาวชนและความเห็นต่างของฝ่ายต่างๆอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ลดกระแสเฉพาะหน้า อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในอนาคต เพราะรัฐไม่ได้รับความไว้วางใจว่าตั้งใจจะแก้ปัญหา

Add new comment